Mai Khao Beach Condominium
เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก อัตราแลกเปลี่ยน สภาพอากาศ Facebook Youtube ค้นหา

พิษสุนัขบ้า: ภัยระบาดร้ายแรง หรือความตระหนกเกินเหตุ

บทความ - เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ โรคพิษสุนัขบ้ากลายมาเป็นประเด็นร้อนที่มีการพูดถึงและถกเถียงทั้งในสื่อสังคมออนไลน์ และสื่อหลักหลายๆ สื่อ รวมทั้งประเด็นที่ตามมาคือ “Set Zero” ที่มีการกล่าวถึงกันว่าเป็นการล้างบาง ฆ่าสุนัขจรจัดเพื่อให้ผู้คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า

วันอังคาร ที่ 20 มีนาคม 2561, เวลา 17:32 น.

ภาพ มูลนิธิเพื่อสุนัขในซอย

ภาพ มูลนิธิเพื่อสุนัขในซอย

ในเรื่องนี้ ทางมูลนิธิเพื่อสุนัขในซอย ซึ่งเป็นมูลนิธิที่ทำงานเกี่ยวกับสุนัขจรจัดและโรคพิษสุนัขบ้ามากว่า 15 ปี มีความคิดเห็นว่า จริงๆ แล้วสถิติการลดลงของโรคพิษสุนัขบ้าในประเทศไทยนั้นมีแนวโน้มดีขึ้นมาก โดยอ้างอิงจากเอกสารขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization) ที่ตีพิมพ์เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ว่า “จากการดำเนินการฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าแก่สุนัขอย่างกว้างขวางรวมถึงพัฒนาการในการจ่ายยาต้านไวรัส [PEP] พิษสุนัขบ้า ประเทศไทยมีจำนวนผู้ติดเชื้อพิษสุนัขบ้าลดลงมากกว่า 90% จากเมื่อปี 30-40 ปีก่อน”

หากถามว่าขณะนี้ประเทศไทยกำลังประสบภัยร้ายแรงจากโรคพิษสุนัขบ้าหรือไม่ เมื่อดูจากสัญญาณบ่งชี้ต่าง ๆ แล้วก็ถือว่าไม่ ทั้งนี้ อ้างอิงจากบทความของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ตอนหนึ่ง ที่กล่าวว่า กรมป้องกันโรคระบาดเผยว่าในปี พ.ศ. 2523 นั้น มีผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าจำนวน 370 คน แต่ในช่วง 10 ปีให้หลัง จำนวนลดลงเหลือเฉลี่ยประมาณ 300 คนต่อปี และเมื่อปีที่แล้ว สถิติจากกรมควบคุมโรคเผยว่า มีผู้เสียชีวิตจำนวน 11 คน และปีนี้มีจำนวนล่าสุด 6 คน ซึ่งจะเห็นได้ว่าสถานการณ์การระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าไม่ได้ทวีความร้ายแรงขึ้นแต่อย่างใด โรคพิษสุนัขบ้าเป็นเพียงโรคที่ระบาดอยู่ในพื้นที่เฉพาะในจุดต่าง ๆ ของประเทศ แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้คือความตื่นตระหนกที่แพร่ไปทั่วผ่านสื่อสังคมออนไลน์และการายงานข่าวจากสื่อต่าง ๆ

เป็นเรื่องน่าเศร้าที่มีผู้เสียชีวิตไปแล้วกว่า 6 ราย และหากพวกเขาได้รับวัคซีนต้านไวรัสพิษสุนัขบ้าอย่างทันท่วงทีคงไม่เกิดการสูญเสียเช่นนี้

เมื่อใดก็ตามที่ถูกสุนัขหรือแมวกัดหรือข่วน หรือมีแผลเปิดที่ถูกสัตว์เลีย จะต้องรีบล้างแผลให้สะอาดทันทีด้วยน้ำ สบู่ และเบตาดีน จากนั้นรีบไปพบแพทย์เพื่อฉีดยาต้านไวรัสพิษสุนัขบ้าทันที

แนวคิดเรื่อง Set Zero ที่จะกำจัดสุนัขจรจัดให้หมดไปนั้น ไม่ใช่ทางออกของปัญหานี้แต่อย่างใด และหากแนวคิดนี้ได้รับการอนุมัติให้ใช้เป็นนโยบายอย่างเป็นทางการแล้ว ก็ยังยากที่จะเป็นไปได้ในทางปฏิบัติอยู่ดี เพราะประเทศไทยมีสุนัขจรจัดอย่างน้อย 8 ล้านตัว และคงเป็นไปได้ยากที่จะฆ่าได้ทั้งหมด นอกจากนั้นแล้ว ประเทศไทยคงจะได้รับเสียงคัดค้านจากทั่วโลก ในฐานะเมืองพุทธที่ออกนโยบายในการฆ่าสัตว์
หากจะใช้วิธีการกักบริเวณ คำถามที่ตามมาก็คือ เราจะสามารถกักสุนัขจำนวนนับล้านและดูแลพวกมันอย่างเหมาะสมจนแก่ตายไปได้อย่างไร

สิ่งที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งคือ กว่า 40% ของสุนัขที่ติดเชื้อพิษสุนัขบ้านั้น เป็นสุนัขที่มีเจ้าของ มิใช่สุนัขจรจัดแต่อย่างใด

อ้างอิงจากนพ.พีระพงษ์ สายเชื้อ ปลัดกรุงเทพมหานครซึ่งได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์มติชนไว้เมื่อปีพ.ศ. 2558 ว่า 40% ดังกล่าวเกิดจากการที่เจ้าของไม่ใส่ใจพาสุนัขของตนไปฉีดวัคซีน

คำกล่าวขององค์การอนามัยโลกที่กล่าวข้างต้นนั้น ตีพิมพ์เมื่อครั้งที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จเยือนสำนักงานใหญ่ขององค์การอนามัยโลกที่กรุงเจนิวา ในการเสด็จเยือนครั้งนี้ ได้ทรงมีพระดำรัสไว้ตอนหนึ่งความว่า “ในการที่จะกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าให้หมดไปนั้น จะต้องให้ความรู้แก่ผู้คน และสอนให้พวกเขารู้ถึงความรับผิดชอบด้วย …”

สิ่งที่ต้องจำไว้เสมอคือ นับจากวันที่รับเลี้ยงสุนัขแล้ว สุนัขตัวนั้น ๆ คือความรับผิดชอบของผู้เลี้ยง และในฐานะผู้เลี้ยงต้องพาสุนัขไปฉีดวัคซีนให้ครบทั้งหมดและดูแลสุขภาพสุนัขเป็นอย่างดี

ในส่วน 60% ที่เหลือที่เป็นสุนัขจรจัดนั้น ก็สามารถรับวัคซีนได้เช่นกัน กระบวนการนี้อาจใช้เวลาและอาศัยการให้ความรู้แก่ผู้คน แต่ก็เป็นทางออกที่เห็นผลได้ชัดเจนจากยอดสถิติผู้เสียชีวิตเฉลี่ย 300 คนในช่วง 20 กว่าปีก่อน มาเป็น 11 คนเมื่อปีที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม การฉีดวัคซีนไม่ใช่ทางแก้ไขปัญหาโรคพิษสุนัขบ้าทั้งหมด

สุนัขตัวเมีย 1 ตัว สามารถให้กำเนิดลูกสุนัขได้ 4-5 ตัว ทุก ๆ 6 เดือน หากสุนัขตัวนี้ได้รับอาหาร น้ำดื่ม และที่พักอาศัย สุนัขตัวนี้จะสามารถให้กำเนิดลูกสุนัขที่จะกลายไปเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไปอีกไม่รู้จบ และสามารถเพิ่มจำนวนประชากรสุนัขได้เป็นพัน ๆ ตัวภายในระยะเวลาเพียง 5 ปี

นี่เป็นตัวเลขที่สูงมาก และหากมองในมุมของการกำจัดสุนัขไม่ว่าจะเป็นการฆ่าทิ้งหรือจับไปกักบริเวณไว้ เมื่อสุนัขกลุ่มหนึ่งถูกกำจัดออกไป ก็จะมีสุนัขจำนวนใหม่เข้ามาแทนที่ในบริเวณเดิมในระยะอันสั้นอีก ดังนั้น หากจะทำให้ Set Zero ได้ผลหมายความว่า สุนัขอย่างน้อยแปดล้านตัวจะต้องถูกกำจัดพร้อม ๆ กันในเวลาเดียวกัน

การทำงานที่มูลนิธิเพื่อสุนัขในซอยนั้น ยึดหลัก CNVR (Capture, Neuter, Vaccinate and Release) คือการ จับสุนัขมา ทำหมันเพื่อควบคุมจำนวนประชากร ฉีดวัคซีนเพื่อให้ปลอดภัยทั้งแก่ตัวสุนัขเองและรอบข้าง และปล่อยกลับในอาณาเขตเดิมที่จับมา โดยวิธีการนี้ ไม่เพียงแค่อิงหลักมนุษยธรรม แต่ยังได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นวิธีการควบคุมประชากรสุนัขจรจัดและหยุดยั้งโรคพิษสุนัขบ้าที่ปลอดภัยที่สุด

เรื่องนี้สามารถพิสูจน์ได้จากพื้นที่ต้นแบบอย่างจังหวัดภูเก็ต ซึ่งทางมูลนิธิฯ สามารถลดจำนวนประชากรสุนัขจรจัดจากประมาณ 80,000 ตัวในปีพ.ศ. 2546 เป็น 4,000 – 6,000 ตัวในขณะนี้ และผลจากการฉีดวัคซีนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรม CNVR ทำให้จังหวัดภูเก็ตได้รับการประกาศจากทางราชการว่าเป็นจังหวัดปลอดเชื้อพิษสุนัขบ้า เพียงจังหวัดเดียวในประเทศ

แนวคิดนี้ ไม่ใช่เพียงแนวคิดของมูลนิธิเพื่อสุนัขในซอยเท่านั้น แต่องค์กรชั้นนำทั่วโลกรวมถึงองค์การอนามัยโลก องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ องค์กรเพื่อการรณรงค์ควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าโลก และองค์กรอื่นๆ อีกมากมาย ได้ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า การฉีดวัคซีนแก่สุนัขเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าในคน

การฉีดวัคซีนให้กับประชากรสุนัขมากถึง 70% จะช่วยกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่นั้นๆ ได้ โดยสุนัขที่ได้รับวัคซีนจะป้องกันอาณาเขตของตนเอง

ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งที่ก่อให้เกิดการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า คือการที่ผู้มีอำนาจอนุญาตให้มีการนำเข้าลูกสุนัขจากฟาร์มสุนัขที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ระบาดของโรค เพื่อนำมาขายในตลาดและร้านขายสัตว์เลี้ยง ไม่เว้นแม้แต่ในพื้นที่ภูเก็ตที่ถูกประกาศเป็นพื้นที่ปลอดโรคพิษสุนัขบ้า ลูกสุนัขที่ขายไม่ออกจะถูกทิ้งให้กลายเป็นสุนัขจรจัดต่อไป

เจ้าของสุนัขและแมวสามารถนำสัตว์เลี้ยงของตนเข้ารับวัคซีนต้านพิษสุนัขบ้าได้ที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดได้ทุกจังหวัด และในบางพื้นที่ ทางราชการก็มีการทำหมันฟรี หรืออาจเสียค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

หากเจ้าของสุนัขหรือแมวท่านใดที่อาศัยอยู่ใกล้ที่ทำการของมูลนิธิเพื่อสุนัขในซอย ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต จังหวัดพังงา เกาะสมุย และกรุงเทพมหานคร สามารถนำสัตว์เลี้ยงของท่านมาทำหมันและฉีดวัคซีนได้ฟรี โดยสามารถติดตามตารางการทำงานของหน่วยเคลื่อนที่ได้ที่เฟซบุ๊กเพจ https://www.facebook.com/SoiDogInThai/ ซึ่งจะมีการรวบรวมและอัพเดทข้อมูลพื้นที่ต่าง ๆ ที่หน่วยเดินทางไป

สุดท้ายนี้ การฉีดวัคซีน การทำหมัน และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดในการเคลื่อนย้ายสัตว์จากจังหวัดหนึ่งไปยังอีกจังหวัดหนึ่ง จะเป็นทางออกของปัญหานี้ได้

Set Zero นั้น นอกจากจะเป็นการแก้ปัญหาที่โหดร้ายทารุณแล้ว ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดอีกด้วย

หากต้องการทำความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับ CNVR และการทำงานของมูลนิธิเพื่อสุนัขในซอยตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ท่านสามารถเข้าชมเว็บไซต์ได้ที่ www.soidog.org

เรื่องโดย มูลนิธิเพื่อสุนัขในซอย

 

 

แจ้งข่าว..คลิกที่นี่