Expedia

ครม.เห็นชอบ คนละครึ่งพลัส 4.4 หมื่นล้าน ลงทะเบียนผ่านเป๋าตัง 20-26 ต.ค.

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการ คนละครึ่งพลัส วงเงิน 44,000 ล้านบาท โดยจะใช้จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ 25,000 ล้านบาท และจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 19,000 ล้านบาท

ข่าวภูเก็ตประชาสัมพันธ์หน่วยงานรัฐ

วันพุธ ที่ 8 ตุลาคม 2568, เวลา 09:56 น.

ภาพ กรมประชาสัมพันธ์

ภาพ กรมประชาสัมพันธ์

กำหนดลงทะเบียนร้านค้าที่จะเข้าร่วมโครงการในวันที่ 15 ต.ค. – 19 ธ.ค. 2568 ผ่านเว็บไซต์คนละครึ่งพลัส สำหรับประชาชนแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มผู้ที่อยู่ในระบบภาษี 11 ล้านคน ได้รับวงเงินคนละ 2,400 บาท และกลุ่มผู้ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี หรือประชาชนทั่วไป 9 ล้านคน ได้รับวงเงินคนละ 2,000 บาท รวมกลุ่มเป้าหมายจำนวนไม่เกิน 20 ล้านคน นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.4 ล้านคน งบประมาณ 22,780 ล้านบาท ได้รับวงเงินรวมคนละ 2,000 บาท

กำหนดเปิดให้ลงทะเบียนสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยเข้าร่วมโครงการ และให้ยืนยันตัวตนสำหรับผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ในวันที่ 20-26 ต.ค. 2568 โดยใช้จ่ายในอัตราร้อยละ 50 ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. ถึง 31 ธ.ค. 2568 ผ่านแอปพลิเคชัน เป๋าตัง ทั้งนี้ผู้ได้รับสิทธิ์จะต้องใช้จ่ายครั้งแรกภายในวันที่ 11 พ.ย. 2568 ไม่เกิน 23.00 น. เพื่อไม่ให้สิทธิ์ถูกยกเลิก

สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัส แตกต่างจากโครงการคนละครึ่งเดิม แบ่งเป็น 5 พลัส ประกอบด้วย

1. ขยายอายุผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการจากเดิม 18 ปี เป็น 16 ปี

2. เพิ่มวงเงินใช้จ่ายจากเดิม 150 บาทต่อวันเป็น 200 บาทต่อวัน

3. เพิ่มสิทธิ์สร้างแรงจูงใจผู้ที่อยู่ในระบบภาษีที่ได้ 2,400 บาท

4. เพิ่มโอกาส ให้โอกาส คนตัวเล็ก ร้านค้า Micro SMEs เข้าร่วมโครงการได้

และ 5. ส่งเสริมให้ร้านค้าได้พัฒนาทักษะต่าง ๆ ซึ่งโครงการดังกล่าวมุ่งลดรายจ่ายเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน เพิ่มรายได้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรียังได้มีมติเห็นชอบในหลักการการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับสิทธิ์ตามโครงการฯ ที่ประชาชนได้รับ และสำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ โดยยืนยันว่า ข้อมูลโครงการฯ ไม่ได้เชื่อมต่อระบบกับกรมสรรพากรเพื่อตรวจสอบรายได้แต่อย่างใด โดยผู้ประกอบการไม่ว่าจะเข้าร่วมโครงการฯ หรือไม่ก็ตาม เมื่อมีเงินได้พึงประเมินถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดหรือมีรายได้ ย่อมต้องมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล แล้วแต่กรณี และหากคำนวณภาษีแล้วมีเงินได้สุทธิหรือกำไรสุทธิไม่ถึงเกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษี ผู้ประกอบการก็จะไม่มีภาระภาษีที่จะต้องชำระแต่อย่างใด


 

 

แจ้งข่าว..คลิกที่นี่