นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และในส่วนของจังหวัดภูเก็ต มีคณะผู้บริหารจังหวัด นำโดยรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วยรองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดภูเก็ต ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่นำกำลังหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ “พยัคฆ์ไพร” หน่วยเฉพาะกิจปฏิบัติการพิเศษ “พญาเสือ” และชุดปฏิบัติการพิเศษ “ฉลามขาว” รวมกว่า 200 นาย สนธิกำลังเปิดยุทธการทวงคืนพื้นที่ “หาดนุ้ย” ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต เพื่อรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่บุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าเทือกเขานาคเกิด จำนวน 11 รายการ หลังตรวจพบการแผ้วถางป่าและปรับพื้นที่เพื่อรองรับกิจกรรมการท่องเที่ยว ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและชายหาดสาธารณะ
การดำเนินการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบาย “ภูเก็ตโมเดล” ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่กำหนดให้การทวงคืนทรัพยากรธรรมชาติ การจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดิน และการปราบปรามผู้บุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ เป็นวาระสำคัญของรัฐบาล โดยยืนยันว่าจะบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เสมอภาค และไม่มีข้อยกเว้น เพื่อให้ทรัพยากรธรรมชาติกลับคืนสู่ประชาชนอย่างแท้จริง
นายสุชาติ กล่าวว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นสร้างมาตรฐานใหม่ในการบังคับใช้กฎหมาย ให้ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นผู้มีอิทธิพลหรือกลุ่มทุนรายใด เพราะทรัพยากรธรรมชาติเป็นสมบัติของประชาชนทุกคน ไม่ใช่ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง พร้อมย้ำว่า ชายหาด ที่ดินของรัฐ พื้นที่ป่าไม้ และอุทยานแห่งชาติ เป็นทรัพย์สินสาธารณะ ไม่สามารถตกเป็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้ แม้จะมีการออกเอกสารสิทธิ หากตรวจสอบพบว่าออกโดยมิชอบ ก็ต้องดำเนินการเพิกถอนตามกฎหมาย ก่อนใช้มาตรการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่บุกรุกพื้นที่ของรัฐ โดยจะบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เพื่อทวงคืนพื้นที่สาธารณะให้กลับมาเป็นของประชาชน
ด้านนายนิกร กล่าวว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ตรวจยึดเมื่อปี 2569 จำนวน 11 รายการ ซึ่งพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว จึงสามารถดำเนินการได้ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติบริเวณหาดนุ้ยได้รับความเสียหายจากการบุกรุกรวมประมาณ 15 ไร่ ส่วนสิ่งปลูกสร้างอีก 39 รายการ ซึ่งตรวจยึดในปี 2563 และปี 2567 ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครอง และกรมป่าไม้จะเร่งดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
นายสุชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังการรื้อถอนแล้ว กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะเร่งฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับคืนสู่ความสมบูรณ์ พร้อมพัฒนาเป็นพื้นที่ป่านันทนาการและแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันอย่างยั่งยืน พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะเดินหน้าทวงคืนพื้นที่ของรัฐทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง และดำเนินคดีกับผู้บุกรุกจนถึงที่สุด เพื่อรักษาผืนป่าและทรัพยากรธรรมชาติไว้เป็นมรดกของคนไทยทั้งประเทศ
นายวรศิษฎ์ กล่าวเสริมว่า การปฏิบัติการในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการบูรณาการการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงานภายใต้นโยบายของนายกรัฐมนตรี ซึ่งกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีภารกิจที่เกี่ยวเนื่องกัน โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการทวงคืนพื้นที่ของรัฐ ไม่ให้ตกเป็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง พร้อมเดินหน้าปราบปรามผู้มีอิทธิพล การถือครองที่ดินโดยมิชอบ ปัญหานอมินี และยาเสพติดอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเป็นธรรมและรักษาผลประโยชน์ของประเทศ พร้อมขอบคุณและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ที่ร่วมปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จลุล่วง
ที่มา: สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดภูเก็ต



