โดยแผนพัฒนาระบบขนส่งมวลชนของจังหวัดภูเก็ตยังคงดำเนินการตามกรอบแผนงานเดิม แต่จำเป็นต้องดำเนินการตามลำดับขั้นที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบด้านการจราจรและการเดินทางของประชาชนในพื้นที่
นายพิพัฒน์ ระบุว่า โครงการรถไฟฟ้ารางเบาเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้พื้นที่เกาะกลางถนน และอาศัยโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก หากดำเนินการในขณะที่ปัญหาคอขวดการจราจรและโครงข่ายถนนยังไม่ถูกแก้ไข อาจส่งผลให้การจราจรติดขัดรุนแรงยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องจัดลำดับการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากการแก้ไขปัญหาจราจรและคอขวดสำคัญของจังหวัดก่อน
“โครงการเร่งด่วนในระยะนี้ ได้แก่ โครงการอุโมงค์กะทู้–ป่าตอง หรือทางด่วนภูเก็ต ระยะทาง 3.98 กิโลเมตร วงเงิน 16,759 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการเตรียมเปิดซองประมูลในเดือนมกราคม 2569 และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณกลางปี 2573 โครงการดังกล่าวถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการคลี่คลายปัญหาการจราจรบริเวณทางเข้า–ออกป่าตอง ซึ่งเป็นจุดคอขวดหลักของจังหวัดภูเก็ต”
“ภายหลังจากที่โครงข่ายถนนและระบบการจราจรมีความพร้อม กระทรวงคมนาคมมีแผนพัฒนา ระบบขนส่งสาธารณะด้วยรถโดยสารไฟฟ้า (EV Bus) บนแนวเส้นทางเดียวกับโครงการรถแทรมในอนาคต เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเกิดความคุ้นเคยกับการใช้ระบบขนส่งสาธารณะบนถนนสายหลัก ก่อนยกระดับสู่การพัฒนาระบบรถไฟฟ้ารางเบาอย่างเต็มรูปแบบ” นายพิพัฒน์ กล่าว
- สส.ภูเก็ตขอ ’พิพัฒน์’ อย่าทบทวนโครงการอุโมงค์กระทู้-ป่าตอง
- “สร้างแน่” พิพัฒน์ยืนยันเดินหน้าอุโมงค์ป่าตองตามแผนเดิม
“สำหรับโครงการรถไฟฟ้ารางเบา (Tram) ระยะที่ 1 ช่วงท่าอากาศยานภูเก็ต–ห้าแยกฉลอง จะพิจารณาดำเนินการหลังปี 2573 เมื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านถนน ระบบจราจร และรูปแบบการเดินทางของประชาชนมีความพร้อมและเหมาะสม การดำเนินการดังกล่าวเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรในจังหวัดภูเก็ตอย่างยั่งยืน และรองรับการเติบโตด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว”



