นายรัฐกร กลิ่นจันทร์ พลังงานจังหวัดภูเก็ต ระบุว่า การปรับขึ้นราคาน้ำมันครั้งนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตที่พึ่งพาภาคการท่องเที่ยวและการขนส่งเป็นหลัก เนื่องจากต้นทุนพลังงานเป็นองค์ประกอบสำคัญในเกือบทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งการเดินทาง การขนส่งสินค้า และบริการด้านท่องเที่ยว
“ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ โดยเฉพาะภูมิภาคตะวันออกกลาง เมื่อเกิดความตึงเครียดหรือความขัดแย้งในพื้นที่ดังกล่าว ราคาน้ำมันในตลาดโลกจึงปรับตัวสูงขึ้นทันที ส่งผลกระทบต่อทุกประเทศ รวมถึงประเทศไทย” เขากล่าว
“ราคาน้ำมันขึ้นทั่วโลก รัฐพยายามพยุงราคา แต่ก็พยุงไม่ไหว เพราะต้นทุนจริงสูงกว่านั้นมาก” นายรัตตกรกล่าว พร้อมระบุว่า การปรับขึ้นราคาน้ำมันรอบล่าสุดประมาณ 6 บาทต่อลิตร ถือว่าเพิ่มขึ้นทั้งแรงและรวดเร็ว ทำให้หลายภาคส่วนตั้งตัวไม่ทัน แม้การปรับขึ้นจะเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากหากตรึงราคาไว้จะกระทบต่อเสถียรภาพกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แต่ในอีกด้านก็ส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน” นายรัฐกร กล่าว
ในภาคการท่องเที่ยว ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นมีแนวโน้มถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคผ่านค่าเดินทาง ค่าทัวร์ ค่าเรือ และบริการขนส่งต่าง ๆ ทั้งทางบกและทางทะเล อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวอาจยังไม่รุนแรงมาก เนื่องจากนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่วางแผนค่าใช้จ่ายล่วงหน้าไว้แล้ว และยังสามารถปรับตัวกับราคาที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยได้
สำหรับแนวโน้มราคาน้ำมันในระยะต่อไป พลังงานจังหวัดภูเก็ต มองว่า ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศ หากมีการคลี่คลายหรือหยุดยิง ราคาน้ำมันมีโอกาสทรงตัวหรือปรับลดลง แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ราคาก็อาจปรับเพิ่มขึ้นได้อีก
ในส่วนของปริมาณน้ำมัน นายรัฐกร ยืนยันว่า ภูเก็ตไม่มีปัญหาขาดแคลน โดยภาพรวมยังเพียงพอต่อการใช้งาน แม้ความต้องการใช้น้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่เข้ามาเติมในพื้นที่มากขึ้น เนื่องจากกังวลเรื่องการขาดแคลนในอนาคต จากเดิมที่มักเติมน้ำมันจากต่างจังหวัดก่อนเข้าพื้นที่ เพื่อป้องกันน้ำมันหมดเร็ว ผู้ประกอบการบางสถานีบริการจึงเริ่มใช้มาตรการจำกัดปริมาณการเติมต่อคัน เพื่อกระจายการใช้งานอย่างทั่วถึง โดยนายรัตตกรเตือนว่า หากไม่มีการบริหารจัดการ อาจเกิดสถานการณ์น้ำมันหมดภายในครึ่งวันได้
นอกจากนี้ ยังแนะนำให้ประชาชนหันมาใช้น้ำมันทางเลือก เช่น แก๊สโซฮอล์ E20 ซึ่งมีราคาถูกกว่าแก๊สโซฮอล์ 95 และใช้ได้กับรถยนต์ส่วนใหญ่ รวมถึงขอให้ทุกภาคส่วนช่วยกันประหยัดพลังงานในช่วงสถานการณ์ดังกล่าว
ขณะที่เสียงสะท้อนจากประชาชนระดับฐานรากชี้ให้เห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน “พี่รุ่ง” ผู้ดูแลตลาดเกษตร เปิดเผยว่า ในหนึ่งวันมีรายได้ประมาณ 400 บาท หลังหักค่าเช่าบ้านและค่าอาหาร เหลือเพียงราว 150 บาท ซึ่งต้องนำไปใช้จ่ายค่าน้ำมันและค่าใช้จ่ายอื่นที่เพิ่มขึ้น ทำให้แทบไม่เหลือเงินเก็บ
เธอระบุว่า ราคาสินค้าจำเป็นทยอยปรับขึ้นชัดเจน เช่น ข้าวสารจากกิโลกรัมละ 36 บาท เป็น 46 บาท และไข่ไก่เพิ่มขึ้นแผงละ 6 บาทในเวลาเพียงไม่นาน พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งแก้ปัญหาราคาน้ำมันซึ่งมองว่าเป็นต้นเหตุของต้นทุนทั้งหมด รวมถึงเสนอให้ทบทวนสิทธิ์ผู้ประกันตนให้สามารถเลือกวิธีรับเงินระหว่างบำเหน็จหรือบำนาญได้
ด้าน “พี่อ้อย” แม่ค้าในตลาดเดียวกัน ระบุว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นกระทบต้นทุนโดยตรง โดยเฉพาะค่าขนส่งและบรรจุภัณฑ์ แม้ยังพยายามตรึงราคาขาย แต่หากราคาจากร้านค้าส่งปรับขึ้นก็จำเป็นต้องปรับตาม โดยยกตัวอย่างมะนาวที่ปรับขึ้นถึงกิโลกรัมละกว่า 130 บาทใครจะรู้ว่าราคามะนาวและสินค้าเกษตรอื่น ๆ จะพุ่งทะยานขึ้นไปมากเพียงใด และแน่นอนว่ามันส่งผลกระทบต่อกำไรอย่างชัดเจน
เธอยังสะท้อนความไม่เชื่อมั่นต่อข้อมูลด้านพลังงานของภาครัฐ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการบริหารจัดการที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง รวมถึงหยิบยกปัญหาโครงการอุโมงค์ป่าตองที่ล่าช้า เป็นอีกปัจจัยที่กระทบความเชื่อมั่นของประชาชน
ด้านนายก้องศักดิ์ คู่พงศกร ประธานหอการค้าจังหวัดภูเก็ต มองว่า แม้ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นยังไม่กระทบอย่างรุนแรงในทันที แต่ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในระยะถัดไป โดยข้อมูลจากการหารือในที่ประชุมหอการค้าไทยระบุว่า ปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศที่ประเมินว่าเพียงพอประมาณ 100 วัน แบ่งเป็นน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศราว 30 วัน น้ำมันระหว่างขนส่ง 20–30 วัน และส่วนที่เหลือเป็นสัญญาซื้อขายซึ่งยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก
เขามองว่า การปรับขึ้นลิตรละ 6 บาทนั้นอาจยังไม่ใช่จุดสูงสุด และมีโอกาสเพิ่มขึ้นได้อีก ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงาน ค่าไฟฟ้า และต้นทุนการผลิตสินค้าปรับเพิ่มตาม ขณะเดียวกันยังเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ โดยราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอาจปรับขึ้นในช่วง 10–20% หากสถานการณ์ยืดเยื้อ
สำหรับภูเก็ต แม้ยังไม่พบปัญหาน้ำมันขาดแคลน แต่ธุรกิจท่องเที่ยวเริ่มรับแรงกดดันด้านต้นทุน โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังพยายามตรึงราคาเพื่อไม่ให้กระทบจำนวนนักท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ขณะเดียวกันยังไม่พบการปรับขึ้นค่าโดยสารแท็กซี่อย่างเป็นทางการ โดยควรปรับราคาตามต้นทุนจริง ไม่ฉวยโอกาสขึ้นราคาเกินสมควร
และในมุมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว นายธเนศ ตันติพิริยะกิจ นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต ระบุว่า ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นกำลังกระทบโครงสร้างต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรม ขนส่งทางบก รถแท็กซี่ รถทัวร์ รวมถึงเรือนำเที่ยวและสปีดโบ๊ท ซึ่งเป็นกลไกหลักของการท่องเที่ยวจังหวัด และจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมีแนวโน้มถูกส่งต่อไปยังราคาห้องพัก ค่าอาหาร โปรแกรมท่องเที่ยว และค่าเดินทางของนักท่องเที่ยว ซึ่งอาจกระทบความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน
ทั้งนี้ เสียงสะท้อนจากทุกภาคส่วนสะท้อนภาพเดียวกันว่า วิกฤตราคาพลังงานกำลังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจภูเก็ต ตั้งแต่ต้นทุนธุรกิจ ค่าใช้จ่ายนักท่องเที่ยว ไปจนถึงค่าครองชีพของประชาชน ขณะที่แนวโน้มในระยะต่อไปยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์พลังงานโลก ซึ่งยังคงมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะในสถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบัน


