Expedia















“พระใหญ่” เปิดศรัทธาครั้งใหม่ ถือฤกษ์ดีวันมาฆบูชา แต่ยังมีข้อกังวลเรื่องความปลอดภัย
7 มีนาคม 2569, 09:00
พระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคคีรี หรือที่รู้จักกันในนาม “พระใหญ่” เปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าสักการะอย่างเป็นทางการอีกครั้งในวันที่ 3 มี.ค. ที่ผ่านมาซึ่งตรงกับวันมาฆบูชา โดยตั้งเป้ากลับมาเป็นหมุดหมายสำคัญของศรัทธาและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดภูเก็ตโดยในวันที่ 2 มี.ค. บริเวณพุทธอุทยานเขานาคเกิด หรือ พระใหญ่ ต.กะรน อ.เมือง จังหวัดภูเก็ต คณะกรรมการวัดกิตติสังฆาราม (วัดกะตะ) ได้จัดให้พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 77 รูป เพื่อความเป็นสิริมงคล และอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิตจากเหตุดินสไลด์บริเวณเขานาคเกิด เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2567 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตรวม 13 รายก่อนเปิดให้เข้าชมสักการบูชาในวันพระใหญ่การกลับมาเปิดพระใหญ่ในครั้งนี้จะอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ วัดกิตติสังฆาราม (วัดกะตะ) แต่เพียงผู้เดียว โดยมีพระสงฆ์จากวัดกิตติสังฆารามมาประจำจำนวน 5 รูป อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ พระครูวิสุทธิกิตติยาภร เจ้าอาวาสวัดกะตะ พร้อมคณะกรรมการวัดทำหน้าที่ดูแลบริหารจัดการทั้งหมด และเพื่อความชัดเจนและเป็นเอกภาพ พื้นที่จะใช้ชื่อใหม่อย่างเป็นทางการว่า “วัดกิตติสังฆาราม (พระใหญ่)” กำหนดเปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00 - 18.00 น. สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดภูเก็ต รายงานสำหรับในด้านพิธีกรรมทางศาสนาจะดำเนินการตามแนวทางเดียวกับวัดกิตติสังฆาราม ครบถ้วน 100% โดยใช้พื้นที่เฉพาะ 15 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้ และปฏิบัติตาม เงื่อนไข 25 ข้อ อย่างเคร่งครัด อันเป็นกรอบสำคัญที่ทำให้พระใหญ่สามารถกลับมาเปิดให้สักการะได้อีกครั้งทั้งนี้ ทางวัดยืนยันอย่างชัดเจนว่า การดำเนินงานทั้งหมดไม่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิเดิมที่เคยดูแลมาก่อน เพื่อความโปร่งใสและเป็นไปตามกฎหมายทุกประการ และในโอกาสวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา “วันมาฆบูชา” พร้อมทั้งเรียนเชิญพุทธศาสนิกชนร่วมเป็นสักขีพยานของการเริ่มต้นบทใหม่แห่งศรัทธา ณ “พระใหญ่” แลนด์มาร์กคู่เมืองภูเก็ตอีกครั้งผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ของจังหวัดภูเก็ตโดยก่อนหน้านี้ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พระครูวิสุทธิกิตติยาภร ยืนยันกับ The Phuket News ว่า ทางวัดได้รับใบอนุญาตจากศูนย์ป่าไม้ภูเก็ต (สังกัดกรมป่าไม้) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และหลังจากที่ได้รับอนุญาตทางวัดก็ได้เร่งเตรียมการปรับปรุงสภาพพื้นที่หลังจากที่มีการปิดตัวลงอย่างยาวนาน โดยในเบื้องต้นคาดว่าจะสามารถทำการเปิดต้อนรับพุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวในเดือนกุมภาพันธ์ กระทั่งกำหนดเอาฤกษ์ดีวันพระใหญ่ “มาฆบูชา”ในส่วนของกระบวนการทางกฎหมายที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดินโคลนถล่มที่มีผู้เสียชีวิตหลายรายเมื่อเดือนสิงหาคม 2567 ท่านเจ้าอาวาสเน้นย้ำว่า วัดกะตะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีในชั้นศาลหรือกระบวนการเยียวยาค่าชดเชยแต่อย่างใด และในส่วนของความรับผิดชอบต่อคดีและเหยื่อผู้ได้รับผลกระทบ พระครูวิสุทธิกิตติยาภร อธิบายว่า มูลนิธิพระพุทธมิ่งมงคลศรัทธา 45 ไม่ได้เป็นผู้ดูแลการดำเนินงานในพื้นที่พระใหญ่อีกต่อไป“พระใหญ่จะอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ วัดกิตติสังฆาราม (วัดกะตะ) แต่เพียงผู้เดียว มูลนิธิจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องจนกว่ากระบวนการทางศาล และเรื่องการเยียวยาชดเชยจะเสร็จสิ้นลง”จากรายงานของ ข่าวภูเก็ต เหตุการณ์ดินโคลนถล่ม (23 ส.ค.) ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 13 ราย และสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ภายในถนนปฏัก ซอย 2 ต.กะรน อ.เมือง จ.ภูเก็ต กว่า 50 ครัวเรือนและมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 19 คน หลังเกิดเหตุสังคมมุ่งเป้าไปที่วัดพระใหญ่ ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ดินสไลด์ลงมา เนื่องจากพบว่าจุดเริ่มต้นของดินสไลด์อยู่ห่างจากลานจอดรถที่ทางวัดสร้างขึ้นมาใหม่ไม่เกิน 5 เมตร และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบหาข้อเท็จจริงในขณะเดียวกัน นายสรศักดิ์ รณะนันท์ ผอ.ศูนย์ป่าไม้จังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ป่า ลงพื้นที่พระใหญ่ เพื่อติดป้ายตรวจยึดพื้นที่ 5 ไร่เศษ จำนวน 3 จุด โดยติดป้ายติดประกาศห้ามบุคคลใด เข้ายึดถือครอบครองในพื้นที่ดังกล่าว ในส่วนของกระบวนการตามกฎหมายจะมีการดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปทางด้าน สำนักงานเจ้าคณะจังหวัดภูเก็ต วัดมงคลนิมิต พระอารามหลวง โดย พระอุดมวชิรมงคล เจ้าคณะจังหวัดภูเก็ต ส่งหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 31 ส.ค. 2567 ถึง พระครูวิสุทธิ์กิตติยาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดกิตติสังฆาราม เรื่อง “ให้หยุดดำเนินการสิ่งปลูกสร้างและหยุดดำเนินการใด ๆ บนพื้นที่ป่าเทือกเขาเกิด ทุกกรณี”ซึ่งต่อมา (ก.ค. 2568) ประธานมูลนิธิพระพุทธมิ่งมงคลศรัทธา 45 เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า “พระใหญ่” จะเปิดให้เข้าชมอีกครั้ง แม้จะยังมีความท้าทายทางกฎหมาย จากคดีความที่ยังไม่สิ้นสุด โดย นายสุพร วนิชกุล ประธานมูลนิธิฯ ปฏิเสธในการรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ดินโคลนถล่ม เขายืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากภัยธรรมชาติแม้ว่า “พระใหญ่” จะได้รับอนุญาตให้เปิดรับประชาชนและนักท่องเที่ยวแล้ว ทางด้าน นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต เขต 2 พรรคประชาชน ก็ได้แสดงความกังวลในเรื่องของความปลอดภัยของโครงสร้างองค์พระ“ในส่วนตัวก็มีความกังวล โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้าง และคดีความที่ยังไม่แล้วเสร็จ รวมถึงมาตรการป้องกันความปลอดภัย เรื่องดินสไลด์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนในพื้นที่กังวล” สส.เฉลิมพงศ์ เปิดเผยกับ The Phuket News ในสัปดาห์นี้“อีกประเด็นคือเรื่องการอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งป่าไม้และสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดภูเก็ต ว่าการอนุญาตต่าง ๆ ดำเนินการถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ ตรงนี้ยังมีข้อสงสัยอยู่” เขากล่าว “ขณะนี้คดีอยู่ในชั้นศาล ผมเองก็จะติดตามและช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิดจนกว่าจะแล้วเสร็จ ทราบว่าการกลับมาเปิดครั้งนี้ เป็นการบริหารจัดการโดยคณะกรรมการวัด ไม่ได้เกี่ยวข้องกับมูลนิธิเดิม”สอบถามเกี่ยวกับการพยายามตรวจสอบเงินบริจาคของวัด สส.ยืนยันว่า “เคยยื่นขอตรวจสอบแล้ว แต่ไม่สามารถตรวจสอบได้”“หากคณะกรรมการวัดเป็นผู้บริหารจัดการ ก็อยากให้มีความโปร่งใสในการใช้เงินบริจาค ชี้แจงต่อประชาชนอย่างชัดเจน ไม่อยากให้เป็นลักษณะพุทธพาณิชย์ หรือเป็นการแสวงหาผลประโยชน์จากพื้นที่พระใหญ่ ซึ่งถือเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของจังหวัดภูเก็ต”อย่างไรก็ตาม นายเฉลิมพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อดีก็ของพระใหญ่คือเป็นแลนด์มาร์กด้านการท่องเที่ยวและเป็นจุดยึดเหนี่ยวทางจิตใจของนักท่องเที่ยวและประชาชน ส่วนข้อเสียหรือข้อกังวล คือเรื่องความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะมาตรการป้องกันดินสไลด์ รวมถึงการดัดแปลงสภาพภูมิประเทศหรือทางไหลของน้ำ ที่อาจส่งผลกระทบในอนาคตเมื่อถามว่าตั้งแต่เกิดเหตุการณ์จนถึงวันนี้ มั่นใจได้หรือไม่ว่ามีมาตรการรองรับเพียงพอแล้ว เขากล่าวว่า “ยังไม่สามารถมั่นใจได้ เพราะยังไม่มีนักวิชาการหรือหน่วยงานใดออกมาชี้แจงชัดเจนว่าเหตุการณ์ดินสไลด์จะไม่เกิดขึ้นอีก เรื่องแบบนี้เป็นเหตุการณ์ที่คาดการณ์ได้ยาก”ทางด้าน นางรุ่งนภา พุฒแก้ว อดีตประธานสภาทนายความจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวในฐานะผู้ที่ติดตามคดีนี้มาอย่างต่อเนื่องเกือบ 2 ปีว่า ตนเพิ่งทราบข่าวเช่นกัน (ก่อนที่จะเปิดไม่นาน) หากให้แสดงความคิดเห็นส่วนตัว ต้องบอกว่าขอคัดค้านการเปิดในเวลานี้ เพราะคดีเดิมยังไม่เรียบร้อย และยังไม่มีความชัดเจนเรื่องความปลอดภัยว่าจะเพียงพอแล้วหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่เธอกังวลเป็นพิเศษ“กังวลเรื่องความปลอดภัย เพราะไม่ทราบว่าได้มีการตรวจรับรองทางวิศวกรรมหรือไม่ มาตรการป้องกันดินสไลด์ ระบบเตือนภัย หรือการป้องกันอื่น ๆ ดำเนินการครบถ้วนแล้วหรือยัง หากเกิดเหตุซ้ำขึ้นมาอีก จะถือเป็นภัยสาธารณะ และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ”หลังจากเหตุการณ์โคลนถล่มที่เกิดขึ้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บสาหัส และบ้านเรือนได้รับความเสียหาย แต่ก็ยังไม่มีผู้ใดออกมารับผิดชอบอย่างชัดเจน ทุกอย่างยังรอผลคดีอยู่“ทางมูลนิธิฯ ตอนนี้มีความพยายามอธิบายว่าเหตุเกิดจากฝนหรือภัยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาด้วยว่าการก่อสร้างหรือการขยายพื้นที่มีส่วนทำให้ความเสียหายรุนแรงขึ้นหรือไม่ หากไม่มีสิ่งปลูกสร้าง ความหนักเบาของผลกระทบอาจไม่เท่าเดิมก็ได้ ประเด็นนี้ยังต้องพิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรม” นางรุ่งนภา กล่าว “หากมูลนิธิหรือหน่วยงานใดมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชน เมื่อเกิดเหตุในพื้นที่ของตนเอง ก็ควรแสดงความรับผิดชอบและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบใกล้ตัวก่อน แต่ที่ผ่านมา ยังไม่เห็นความชัดเจนในเรื่องนี้“และหากจะเปลี่ยนผู้บริหารจัดการ ก็ต้องชัดเจนว่าใครเป็นผู้มีอำนาจตามกฎหมาย และมีสิทธิในการเปิดดำเนินการจริงหรือไม่ ต้องเปิดเผยเอกสารการอนุญาตให้สาธารณชนตรวจสอบได้ ไม่ใช่เพียงการกล่าวอ้างว่าได้รับอนุญาตจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง”“หากยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าพื้นที่มีความปลอดภัยอย่างแท้จริง ก็ไม่ควรเปิด แต่หากมีการรับรองความปลอดภัยครบถ้วน และมีความชัดเจนว่าในอนาคตหากเกิดเหตุอีก ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ก็ต้องเปิดเผยข้อมูลเหล่านั้นต่อสาธารณะก่อน” เธอเน้นย้ำ“ขณะนี้คงต้องรอดูท่าทีของกลุ่มชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ และในฐานะทนายความก็พร้อมให้ความช่วยเหลือตามกระบวนการกฎหมายต่อไป” นางรุ่งนภา กล่าวทิ้งท้าย