Expedia

การสอบสวนเหตุโบอิ้งอินเดีย ‘ฮาร์ดแลนดิ้ง’ ยังดำเนินต่อ

ภูเก็ต - การสืบสวนกรณีอากาศยานของสายการบิน Air India Express เที่ยวบิน AXB938 เส้นทางบิน ไฮเดอราบัด (HYD) – ภูเก็ต (HKT) หลังเกิดเหตุขัดข้องบนทางวิ่งภายหลังการลงจอด ณ ท่าอากาศยานภูเก็ต ยังคงดำเนินต่อไป

ณัฏฐ์นรี ลิขิตวัฒนสกุล

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม 2569, เวลา 09:00 น.

จนท.เร่งซ่อมแซมฐานล้อที่ได้รับความเสียหาย เคลื่อนย้ายออกจากทางวิ่ง ก่อนจะเปิดใช้งานทางวิ่งได้ตามปกติ / ภาพ: ท่าอากาศยานภูเก็ต

จนท.เร่งซ่อมแซมฐานล้อที่ได้รับความเสียหาย เคลื่อนย้ายออกจากทางวิ่ง ก่อนจะเปิดใช้งานทางวิ่งได้ตามปกติ / ภาพ: ท่าอากาศยานภูเก็ต

เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องต้องทำการรวบรวมข้อมูลจากหลายส่วน เพื่อระบุสาเหตุที่อากาศยานมีการลงจอดในลักษณะฮาร์ดแลนดิ้ง (Hard Landing) หรือการลงจอดของเครื่องบินที่มีแรงกระแทกพื้นรันเวย์แรงกว่าปกติ ในเวลาประมาณ 11.29 น. เมื่อวันที่ 11 มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ต้องปิดทางวิ่งเดี่ยวของสนามบินเป็นเวลาหลายชั่วโมง และทำให้แผนการเดินทางของผู้โดยสานประมาณกว่า 18,000 คนต้องหยุดชะงักไปหลายชั่วโมง

การสอบสวนของกรณีนี้จะเข้าข่ายเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ของอากาศยาน (กสอ.) โดย กสอ. จะดำเนินการสอบสวนตามอำนาจหน้าที่ใน พรบ.การเดินอากาศ ในขณะที่ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท. หรือ CAAT) มีหน้าที่ให้ข้อมูลและความร่วมมือตาม กสอ. ร้องขอ และจะมีการพิจารณาเพิ่มมาตราการกำกับดูแลสายการบินต่างชาติ จากเดิมที่มีอยู่แล้วตามความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากข้อมูล กพท. เปิดเผยกับ The Phuket News

ในวันเกิดเหตุ ท่าอากาศยานภูเก็ต (ทภก.) ได้ชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวว่า อากาศยานได้รับความเสียหายที่ชุดฐานล้อหน้า (Nose landing gear) ระหว่างการลงจอด ล้อหน้าทั้งสองข้างหลุดออก ส่งผลให้ชุดประกอบฐานล้อหน้าครูดไปตามพื้นผิวทางวิ่งก่อนที่เครื่องบินจะหยุดนิ่ง โดยเครื่องบินลำดังกล่าวเป็นแบบโบอิ้ง 737-800 เดินทางถึงท่าอากาศยานภูเก็ตก่อนเวลาตามแผน โดยมีกำหนดการลงจอดเวลา 11.40 น. และลงจอดจริงเวลา 11.24 น. บนเครื่องมีลูกเรือ 7 คน ผู้โดยสารขาเข้า 131 คน และทารก 2 คน

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า อากาศยานมีการลงจอดในลักษณะฮาร์ดแลนดิ้ง ส่งผลให้ชุดเกียร์ ล้อหน้าของอากาศยานได้รับความเสียหาย ทำให้อากาศยานไม่สามารถเคลื่อนย้ายออกจากทางวิ่งได้ในทันที อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ท่าอากาศยานภูเก็ตได้ดำเนินการออกประกาศนักบินตั้งแต่เวลา 12.08 - 18.00 น. เพื่อแจ้งปิดทางวิ่งเป็นการชั่วคราว พร้อมทั้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าควบคุมสถานการณ์ และดำเนินการตามขั้นตอนด้านความปลอดภัยของท่าอากาศยานอย่างเคร่งครัด ในการซ่อมแซมฐานล้ออากาศยานที่ได้รับความเสียหาย และเคลื่อนย้ายอากาศยานที่ขัดข้องออกจากทางวิ่ง ก่อนที่จะสามารถกลับมาเปิดให้เครื่องบินขึ้น–ลงได้ตามปกติในเวลา 19.00 น.

กพท. อธิบายเพิ่มเติมว่า ในระหว่างที่กำลังดำเนินการใส่ล้อหน้าของอากาศยาน หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องของท่าอากาศยานภูเก็ต ต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นระบบ ตามที่ได้มีการวางแผนและฝึกซ้อมสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง อาทิ การให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบ พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ดูแล (น้ำดื่ม พื้นที่พักคอยการบริการในอาคารผู้โดยสาร) การประสานงานสายการบินผู้โดยสารตกค้าง ตรวจคนเข้าเมือง ศุลกากร ด่านต่าง ๆ ตำรวจท่องเที่ยว ฯลฯ และในส่วนของการปฏิบัติการในเขตการบิน ได้ดำเนินการตรวจสอบสภาพพื้นผิวทางวิ่ง จัดเก็บ FOD ล้างทำความสะอาดพื้นทางวิ่ง ด้วยหน่วยงานดับเพลิงกู้ภัย รวมทั้งได้การสนับสนุนอะไหล่ (ล้อยาง) จากสายการบิน อุปกรณ์ และเจ้าหน้าที่ รถลากจูง ช่างประจำอากาศยาน จากหลาย ๆ ภาคส่วนของท่าอากาศยานภูเก็ต ซึ่งเมื่อเคลื่อนย้ายอากาศยานออกจากทางวิ่งได้ ก็จะสามารถเปิดให้บริการได้อย่างรวดเร็ว

รวมเวลาในการดำเนินการเคลื่อนย้ายอากาศยานหลังเกิดเหตุการณ์ ทั้งสิ้น 7 ชั่วโมง มี โดยมีเที่ยวบินได้รับผลกระทบทั้งสิ้น 165 เที่ยวบิน แบ่งเป็น ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) 22 เที่ยวบิน, ท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.) 40 เที่ยวบิน, ท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ทชม.) 6 เที่ยวบิน และ ทภก. 97 เที่ยวบิน

อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 8 ต.ค. 2568 เกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ กรณีเหตุการณ์อากาศยานของกองทัพเรือ แบบ Cessna 337 (C337) ประสบเหตุล้อหน้าไม่กาง ขณะทำการร่อนลงบนทางวิ่งของท่าอากาศยานภูเก็ต ส่งผลให้ อากาศยานหยุดนิ่งบนทางวิ่ง และไม่สามารถขับเคลื่อนออกจากทางวิ่งได้เมื่อเวลา ซึ่งในกรณีนั้น ท่าอากาศยานภูเก็ต ใช้เวลาในการดำเนินการทั้งกระบวนรวมเวลาทั้งสิ้น 3 ชั่วโมง 10 นาที แต่เนื่องจากเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นอากาศยานที่มีขนาดใหญ่กว่า

Thai Residential

สำหรับสาเหตุของเหตุการณ์ในครั้งนี้ ต้องรอผลการสอบสวนขั้นต้น จากคณะกรรมการสอบสวนอากาศยานอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ (กสอ.) ซึ่งตามกำหนด ICAO ต้องส่งภายใน 30 วัน หลังเกิดเหตุ แต่ในส่วนของรายงานขั้นสุดท้าย หากเป็นไปได้ต้องส่งให้ภายใน 12 เดือน หลังจากเกิดเหตุการณ์

การสอบสวนเคสนี้จะเข้าข่ายเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ของอากาศยาน (กสอ.) โดย กสอ. จะดำเนินการสอบสวนตามอำนาจหน้าที่ใน พรบ.การเดินอากาศ ในส่วนของ กพท. มีหน้าที่ให้ข้อมูลและความร่วมมือตาม กสอ. ร้องขอ และจะมีการพิจารณาเพิ่มมาตราการกำกับดูแลสายการบินต่างชาติจากเดิมที่มีอยู่แล้ว ตามความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากข้อมูล

กพท. ยืนยันกับ The Phuket News ว่า จะให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวน และอาจทบทวนมาตรการกำกับดูแลสายการบินต่างชาติที่ปฏิบัติการในประเทศไทยโดยขึ้นอยู่กับผลการตรวจสอบ แต่ปฏิเสธที่จะเปิดเผยรายละเอียดใด ๆ ของการสอบสวนในขณะนี้





 

 

แจ้งข่าว..คลิกที่นี่