กำลังเผชิญกับการตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้น โดยเหล่านักวิจารณ์ต่างตั้งคำถามถึงความคืบหน้า ความเป็นไปได้ทางกฎหมาย และนโยบายนี้เสี่ยงที่จะกลายเป็นอีกหนึ่งความพยายามปฏิรูปที่หยุดชะงักหรือไม่
แม้จะเป็นนโยบายหลักในการหาเสียงเลือกตั้งของพรรค แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการยื่นข้อเสนออย่างเป็นทางการต่อรัฐสภา ไม่มีโครงสร้างทางกฎหมายที่เปิดเผยต่อสาธารณะ และไม่มีการกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน ซึ่งทำให้เกิดช่องว่างที่กว้างขึ้นระหว่าง “คำสัญญาทางการเมือง” กับ “การลงมือทำจริง”
ประเด็นนี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากสาธารณชนในภูเก็ต ซึ่งเป็นจังหวัดที่สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 5 แสนล้านบาทต่อปี แต่ยังคงต้องต่อสู้กับแรงกดดันด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้น ปัญหาสิ่งแวดล้อม และการกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึง
คำมั่นสัญญา
แนวทางเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษถูกนำเสนออย่างโดดเด่นโดย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ระหว่างกิจกรรมหาเสียงที่สะพานหินเมื่อวันที่ 28 ม.ค. เพียงไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 ก.พ. 2569
นางศุภจี กล่าวถึงศักยภาพของจังหวัดภูเก็ตในฐานะเมืองท่องเที่ยวสำคัญระดับประเทศและระดับนานาชาติ แต่กลับต้องแบกรับภาระจากความท้าทายเชิงโครงสร้าง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้สอดรับกับการเติบโต และจำเป็นต้องใช้แนวทางการบริหารจัดการและการจัดสรรงบประมาณรูปแบบใหม่
รวมถึงปัญหาสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบควบคู่ไปกับการพัฒนาเมือง โดยเสนอแนวคิดยกระดับจังหวัดภูเก็ตสู่การเป็น “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางรายได้ของพื้นที่ และเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะมากยิ่งขึ้น
พร้อมเน้นย้ำว่า พรรคภูมิใจไทยได้วางกรอบแนวทางนี้ไว้ว่า ไม่ใช่เป็นการนำรายได้เดิมของรัฐมาจัดสรรใหม่ แต่เป็นการ “ขยายมูลค่าทางเศรษฐกิจในภาพรวม” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาภูมิภาคอันดามันให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับโลก
“แนวทางของพรรคคือการ “ขยายเค้ก” ทำให้รายได้โดยรวมเพิ่มขึ้น เช่น การพัฒนาให้พื้นที่อันดามันเป็น “ไข่มุกแห่งอันดามัน” อย่างแท้จริง เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น ภาษีก็จะเพิ่มขึ้นตาม และเราสามารถขอจัดสรรบางส่วนไว้พัฒนาพื้นที่ได้ โดยไม่กระทบกับรายได้ของรัฐบาลกลาง” นางศุภจี กล่าว
“ทุกบาทที่เพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน ควรถือเป็นกำไรของคนภูเก็ต และสามารถนำกลับมาพัฒนาพื้นที่ รวมถึงจังหวัดใกล้เคียงได้ ดังนั้น แนวทางของภูมิใจไทยในการผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษ จะไม่ใช่การดำเนินการแบบแยกส่วน แต่จะพิจารณาทั้งรายได้และรายจ่ายควบคู่กัน พร้อมแผนการทำงานที่ชัดเจน พรรคของเรามุ่งมั่น “พูดแล้วทำ” และผลักดันให้เกิดขึ้นจริง” เธอกล่าว
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากหลักการกว้าง ๆ เหล่านี้แล้ว กลับมีการให้รายละเอียดในเชิงปฏิบัติน้อยมาก นโยบาย ‘การสร้างรายได้’ ของคุณศุภจียังไม่ได้อธิบายอย่างชัดเจนว่า เงินที่หามาได้โดยภูเก็ตนั้น จะถูกส่งตรงไปแก้ไขปัญหาที่วิกฤตต่าง ๆ ในภูเก็ตได้อย่างไร
ไม่มีการดำเนินการใด ๆ
นับระยะเวลามากกว่าสองเดือนหลังการเลือกตั้ง กลับไม่มีความเคลื่อนไหวทางนิติบัญญัติให้เห็นเลย ไม่มีการเสนอร่างกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ ไม่มีการประกาศหรือพูดถึงข้อกำหนดทางนโยบาย และไม่มีการประกาศกรอบเวลาในการดำเนินงาน
ในขณะเดียวกัน The Phuket News ได้พยายามติดต่อขอคำชี้แจงจากตัวแทนพรรคภูมิใจไทยและนางศุภจี ตั้งแต่วันที่ 10 ก.พ. รวมถึงการติดตามผลอีกหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบใด ๆ และการขาดรายละเอียดที่ชัดเจนได้กระพือแรงวิพากษ์วิจารณ์ว่า นโยบายนี้ยังคงเป็นเพียง “ความคาดหวัง” มากกว่าที่จะ “ลงมือทำได้จริง”
ทางด้าน ส.ส. ฝ่ายค้านที่เป็นตัวแทนของชาวภูเก็ตระบุว่า ความล่าช้านั้นปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน โดย ส.ส.เฉลิมพงศ์ แสงดี กล่าวเมื่อวันที่ 3 เม.ย. ว่า ยังไม่มีการเคลื่อนไหวอย่างเป็นทางการในการนำข้อเสนอเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษเข้าสู่รัฐสภา
“มันน่าจะเป็นเรื่องวาทกรรมในการหาเสียง ตามสไตล์พรรคการเมืองมากกว่า” ส.ส.เฉลิมพงศ์ เปิดเผยกับ The Phuket News
“เขามีนโยบายเรื่อง “ภาษีบ้านเกิดเมืองนอน” ซึ่งก็มีลักษณะคล้ายกับการกระจายอำนาจ แต่เป็นการได้ “เงิน” มากกว่า ขณะที่อำนาจรัฐยังไม่ได้ถูกถ่ายโอนมาอย่างเบ็ดเสร็จ สิ่งที่เราต้องการ
จริง ๆ คืออำนาจในการบริหารจัดการพื้นที่”
“เราจะรวบรวมรายชื่อคนภูเก็ตให้ได้อย่างน้อย 20,000 รายชื่อ หรือมากกว่านั้นก็ยิ่งดี เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด หรือรูปแบบการปกครองท้องถิ่นที่เหมาะสม” ส.ส.เฉลิมพงศ์ กล่าว แม้จะทราบดีว่าอาจจะมีโอกาสที่ข้อเสนอจะถูกตีตกเหมือนที่ผ่านมา
“สุดท้ายก็ต้องดูความจริงใจของพรรคการเมือง ว่าจะทำตามสิ่งที่เคยหาเสียงกับประชาชนไว้หรือไม่ แต่จนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่มีการเสนออย่างเป็นทางการจากฝั่งภูมิใจไทย มีเพียงฝั่งเราที่กำลังขับเคลื่อนอยู่”
พร้อมกล่าวถึงการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะของกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 9 มี.ค. เกี่ยวกับโครงการ “ภาษีบ้านเกิดเมืองนอน” ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ถึงทิศทางปัจจุบันของรัฐบาล โดยจะอนุญาตให้ นำภาษีเงินได้ที่จัดเก็บได้ในพื้นที่นั้น ๆ สูงสุด 10% มาใช้จ่ายในท้องถิ่น พร้อมทั้งส่งเสริมการบริจาคเพื่อสนับสนุนบริการสาธารณะโดยใช้มาตรการจูงใจทางภาษี ดังเช่นที่เคยใช้ในภูเก็ตเพื่อระดมทุนสร้างอาคารรังสีรักษาและศูนย์มะเร็งครบวงจร โรงพยาบาลวชิระภูเก็ตมาแล้ว
อย่างไรก็ตาม ส.ส. เฉลิมพงศ์ โต้แย้งว่ามาตรการดังกล่าว (ภาษีบ้านเกิดเมืองนอน) ยังไม่ถือเป็นการปฏิรูปที่มีความหมาย “สิ่งที่เราต้องการจริง ๆ คือ อำนาจ ทั้งอำนาจทางการบริหาร อำนาจทางงบประมาณ และอำนาจด้านบุคลากร เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถจัดการพื้นที่ของตนเองได้” เขากล่าว “ไม่ใช่แค่ ‘ภาษีบ้านเกิด’”
ด้าน สมชาติ เตชถาวรเจริญ - สส.ภูเก็ต เขต 1 พรรคประชาชน ก็ได้ร่วมวิพากษ์วิจารณ์ในทิศทางเดียวกันว่า “ผมยังไม่เห็นอะไรที่เป็นรูปธรรมจากพรรคภูมิใจไทยเลยจนถึงตอนนี้”
โดย ส.ส. ภูเก็ตทั้งสองท่านได้กล่าวถึงโครงการคู่ขนานที่นำโดย พรรคประชาชน เมื่อวันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา พลอย เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู พร้อมด้วย วีรนันท์ ฮวดศรี ทนายป๊อก สส.พรรคประชาชน และคณะ แถลงข่าวผลักดัน ประเด็นการกระจายอำนาจจากพรรคประชาชน ผ่านร่างกฎหมาย 9 ฉบับ หวังผ่านการเห็นชอบของสภาฯ ปลดล็อคการจำกัดอำนาจ ให้ท้องถิ่นสามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ นำไปสู่การบริการสาธารณะต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา
นางสาวเพชรรัตน์ กล่าวว่า พรรคประชาชนได้มีการนำเสนอยื่นร่างกฎหมาย 9 ฉบับ เพื่อขับเคลื่อนวาระทางสังคมที่ต้องการเปลี่ยนแปลงให้ประเทศไทยดีกว่าในปัจจุบัน และเพื่อทำตามภารกิจที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชน หนึ่งในนั้นคือชุดกฎหมายการกระจายอำนาจ โดยแบ่งประเด็นการแก้ไข 3 ชุด ดังนี้ ประกอบด้วย กฎหมายชุดแรก “ปลดล็อค งาน เงิน อำนาจ” โดยมีประเด็นสำคัญในการเพิ่มอำนาจให้ท้องถิ่น พร้อมทั้งจัดตั้งคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ก.ก.ถ.) เพื่อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำการบริการสาธารณะที่ท้องถิ่นจัดทำทั่วประเทศ และมีแผนงานการถ่ายโอนภารกิจให้ชัดเจน
นายวีรนันท์ กล่าวเสริมว่า สำหรับกฎหมายชุดที่ 2 “ปลดล็อคอำนาจหน้าที่ท้องถิ่นเป็น Negative list” เป็นการยกเลิกอำนาจหน้าที่เดิมของท้องถิ่นที่กำหนดไว้อย่างจำกัด และให้อำนาจท้องถิ่นให้สามารถบริการสาธารณะได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น ตอบโจทย์พี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้มากยิ่งขึ้น และกฎหมายชุดที่ 3 “ปลดล็อคการเงินท้องถิ่นให้ท้องถิ่นออกข้อบัญญัติการเงินเองได้” เพื่อให้อำนาจท้องถิ่นจัดการเรื่องเกี่ยวกับการเงินได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอส่วนกลาง
พรรคประชาชนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าร่างกฎหมายการกระจายอำนาจทั้งหมดของพรรคจะสามารถผ่านการเห็นชอบของเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติใช้ได้จริง
นางสาวเพชรรัตน์ กล่าวในตอนท้ายว่า หวังว่าพรรคที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้อย่างพรรคภูมิใจไทยจะเห็นด้วยกับชุดกฎหมายการกระจายอำนาจในครั้งนี้ของพรรคประชาชน เพราะทางพรรคภูมิใจไทยเองได้มีนโยบายเรือธงด้านกระจายอำนาจ อย่างนโยบายภาษีบ้านเกิดเมืองนอน


