หลังสืบทราบว่าผู้ต้องสงสัยมาเช่าอาคารดังกล่าวไว้ เพื่อทำเป็นโกดังส่งสินค้าที่ไม่ถูกต้องโดยที่ลูกค้าไม่ได้สมัครใจในการสั่งซื้อ และยังพบว่าผู้ต้องสงสัยมีเงินหมุนเวียนในแต่ละวันเกือบแสนบาท
โกดังเป็นอาคารพาณิชย์ขนาด 5 เมตร ลึกราว 20 เมตร 1 คูหา ด้านหน้าเป็นกระจกใส เมื่อมองไปด้านในจะเห็นกล่องกระดาษสีน้ำตาลขนาดต่าง ๆ วางกองอยู่เป็นจำนวนมาก ด้านนอกห้องเช่ายังมีถุงกระสอบขนาดใหญ่ ภายในมีกล่องกระดาษบรรจุอยู่วางเรียงรายเป็นจำนวนมาก โดยมีผู้ต้องสัยที่เป็นหญิงสาวและคนงานจำนวนหนึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาแพ็คสิ่งของใส่กล่องกระดาษอยู่ จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแสดงตัวเพื่อขอเข้าตรวจค้น ทำให้หญิงสาวผู้ต้องสงสัย ซึ่งมีรูปพรรณตรงตามที่สายแจ้งเบาะแสมายังชุดสืบสวน สภ.เมืองภูเก็ตถึงกับตกใจที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าปิดล้อมตรวจค้นในครั้งนี้ ทราบชื่อในเวลาต่อมาคือ น.ส.ขนภา หรือ มุข เม่งซ่าน อายุ 31 ปี ที่อยู่ ม.3 ต.เกาะสุกร อ.ปะเหลียน จ.ตรัง ชุดสืบสวนจึงควบคุมตัวนำชี้ของกลางภายในห้องเช่าดังกล่าวไว้เป็นหลักฐาน
จากการตรวจสอบสิ่งของที่อยู่ในลังและกล่องกระดาษขนาดต่าง ๆ พบเป็นสินค้าหลากหลายชนิด เช่น สบู่ ครีมทาตัว ยาสระผม ครีมบำรุงผิว เป็นต้นนับหมื่นชิ้น เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดสินค้าทั้งหมด รวมไปถึงกล่องกระดาษที่มีการแพ็คเตรียมจัดส่งออกไปยังบ้านเรือนต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยสินค้าทั้งหมดจะเป็นการเรียกเก็บเงินปลายทางทั้งสิ้น เบื้องต้นรวมค่าหลายแสนบาทพร้อมกับประสาน อย.และสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค จ.ภูเก็ต ตรวจสอบคุณภาพของสินค้าที่พบทั้งหมด
จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า น.ส.ขนภา อดีตเป็นแม่ค้าออนไลน์ ขายสินค้าทั่วไปผ่านโซเชียลมีเดีย จากนั้นได้ผันตัวมาซื้อสินค้าจากกรุงเทพมหานครมาบรรจุลงกล่องที่ จ.ภูเก็ตส่งไปตามบ้านเรือนของประชาชนทั่วประเทศ โดยมีการเก็บเงินปลายทางทั้งสิ้น ทั้ง ๆ ที่ประชาชนตามชื่อที่ติดสติ๊กเกอร์อยู่หน้ากล่องไม่ได้มีการสั่งซื้อจริง โดยได้ซื้อรายชื่อลูกค้ามาจากบริษัทขนส่งเอกชน รายชื่อละ 1 บาท จากนั้นได้ปริ๊นท์ชื่อลูกค้าแล้วติดหน้ากล่องกระดาษที่ภายในมีสินค้าชนิดต่าง ๆ โดยผ่านบริษัทขนส่งเอกชนอีกทอดหนึ่ง เพื่อนำส่งไปยังบ้านเรือนประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งเมื่อถึงหน้าบ้านลูกค้า บางรายรับสินค้าและจ่ายเงิน บางรายไม่รับสินค้า เนื่องจากไม่ได้สั่ง สินค้าก็จะตีกลับมายังบริษัทขนส่งเอกชนรายดังกล่าว จากนั้นขนส่งจะนำกลับมาส่งที่โกดังที่ผู้ต้องหาเช่าไว้ และก็จะนำสินค้าในกล่องกลับมาแพ็คใหม่ จ่าหน้าซองใหม่ รายชื่อใหม่ เพื่อจัดส่งไปอีก ทำเช่นนี้จนมีรายได้ต่อวันเกือบแสนบาท ซึ่งทำมาตั้งแต่เดือน ส.ค. 2567 จนถึงปัจจุบัน โดยก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าจับกุมได้มีการจัดส่งสินค้าออกไปแล้วกว่า 2,000 ชิ้น ควบคุมตัวพร้อมของกลางโน้ตบุคที่ใช้ปริ๊นท์รายชื่อลูกค้า 1 เครื่องนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองภูเก็ต
แจ้งข้อหาเบื้องต้นขายเครื่องสำอางที่มิได้จดแจ้ง มีความผิดตามมาตรา 32(1) โทษตามมาตรา 78 วรรค 1 ปรับไม่เกิน 20,000 บาท และขายเครื่องสำอางที่ฉลากไม่ใช้ข้อความภาษาไทย มีความผิดตามมาตรา 22 วรรค 2(2) และ มาตรา 32(4) โทษตามมาตรา 68 วรรค 2 จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบสวนขยายผล ซึ่งถ้าพบความผิดจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมอีกครั้ง
ทั้งนี้แบ่งของกลางเป็น 1.สินค้าผิดกฎหมายจำนวน 7,492 ชิ้น 2.อุปกรณ์พัสดุจำนวน 5,223 ชิ้น 3.พัสดุที่แพ็คแล้วจำนวน 3,890 ชิ้น 4.พัสดุพร้อมส่งจำนวน 1,099 ชิ้น 5.พัสดุตีกลับจำนวน 3,125 ชิ้น รวมทั้งสิ้นจำนวน 20,829 ชิ้น และเมื่อมีการจัดส่งสินค้าทั้งหมดโดยมีการเก็บเงินปลายทางไปยังบ้านลูกค้าประมาณการเฉลี่ยกล่องละ 150 บาท จะเป็นเงินกว่า 3.1 ล้านบาท ซึ่งสินค้าที่แพ็คลงกล่องส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าประเภทเครื่องสำอางนำเข้ามาจากต่างประเทศราคาถูก



