เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก อัตราแลกเปลี่ยน สภาพอากาศ Facebook Youtube ค้นหา

ทันตแพทย์ เตือนผู้ปกครอง ‘รักลูก ต้องแปรงฟันให้ลูก’ หลังถอนฟันน้อง 4 ขวบ 18 ซี่

ภูเก็ต – ทันตแพทย์สาขาทันตกรรมสำหรับเด็ก เปิดเผยกรณีที่ตนได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงเคสที่ต้องถอนฟัน 18 ซี่จาก 20 ซี่ ของคนไข้เด็กอายุเพียง 4 ขวบ โดยเหลือฟันให้น้องใช้งานต่อได้แค่กรามซี่บนข้างละซี่เท่านั้น ซึ่งคุณหมอชี้แจงว่าเคสนี้เกิดจากการผู้ปกครองให้น้องดื่มนมจากขวด โดยคุณหมอได้แนะนำว่าควรหยุดการดื่มนมจากขวดเมื่อเด็กอายุปีครึ่ง และผู้ปกครองต้องแปรงฟันให้บุตรหลานจนถึงอายุ 8 ขวบ

จุฑารัตน์ เปลรินทร์

วันพฤหัสบดี ที่ 11 เมษายน 2562, เวลา 16:42 น.

ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก : Sathian Ken Suravisankul

ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก : Sathian Ken Suravisankul

วันนี้ (11 เมษายน) ทพ.เสถียร สุรวิศาลกุล ทันตแพทย์สาขาทันตกรรมสำหรับเด็ก คลินิกเอกชนแห่งหนึ่ง ปฏิบัติงานช่วยราชการโรงพยาบาลป่าตอง ได้อธิบายกับ ข่าวภูเก็ต ถึงเคสตัวอย่างที่ตนได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว (คลิก)

เพื่อเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่ในการเลิกนมขวด หลังจากที่ได้ทำการผ่าตัดถอนฟัน 18 ซี่จาก 20 ซี่ ซึ่งใช้เวลาไปกว่า 1 ชั่วโมงครึ่ง เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (9 เม.ย.) จากโพสต์คุณหมอระบุว่า "จะไม่วิจารณ์การเลี้ยงดูเด็กในแต่ละครอบครัว เพราะเราเชื่อว่าพื้นฐานของการดูแลลูก ๆ ของทุกครอบครัวย่อมเกิดจากความรัก ความเอ็นดู ต่างบ้านต่างพ่อแม่ ต่างความพร้อม ย่อมต่างบริบท ไม่มีใครถูกไม่มีใครผิด “รักลูก ต้องแปรงฟันให้ลูกนะครับ ขอเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่ในการเลิกนมขวดให้น้องนะครับ”

ทพ.เสถียร หรือหมอเคน คุณหมอซูเปอร์ฮีโร่ขวัญใจเด็ก ๆ อธิบายว่า อายุที่ควรให้เด็กหยุดดื่มจากขวดก็คือ 1 ขวบครึ่ง ทั้งนี้คุณหมอเข้าใจดีว่าหลังจากเด็กหยุดนมจากเต้าของแม่ (ให้เด็กดูดนมแม่ดีที่สุดถึงอายุ 6 เดือน) แม่จะให้เด้กดื่มนมจากแก้วที่มี 2 หูจับ เพราะฉะนั้นเมื่อเด็กดื่มนมจากแก้วลักษณะดังกล่าว เด็กต้องดื่มในท่านอน และนั่นจะทำให้เด็กเคลิ้มหลับไป ในทางสุขอนามัยแล้ว การที่เด็กเคลิ้มหลับไปโดยที่ไม่มีการแปรงฟันหรือเช็ดฟันให้สะอาดนั้น จะก่อให้เกิดฟันผุ เนื่องจากในนมมีน้ำตาล แต่ในทางปฏิบัติแล้ว คงมีคุณแม่ไม่กี่ท่านที่ทำตามหลักดังกล่าวโดยการปลุกลูกขึ้นมาแปรงฟันก่อนนอนหลับไป เพราะเด็กเองคงจะต้องมีอาการงอแงอย่างแน่นอน

หลังจากการผ่าตัดที่กินเวลากว่า 1 ชั่วโมงครึ่ง โดยน้องต้องดมยาสลบ เพื่อให้การรักษาในครั้งนี้มีประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด และไม่ทำให้น้องต้องกลัวกับการพบทันตแพทย์บ่อยจนเกินไป

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ ต.ป่าตอง เพื่อพูดคุยกับคุณแม่ของเด็กชายอายุ 4 ขวบ ซึ่งคุณหมออนุญาตให้กลับบ้านได้แล้วจากการถอนฟันรวดเดียวถึง 18 ซี่ แม่ของน้องยอมรับว่าน้องยังงอแงหานมขวด แต่ตนตัดสินใจหักดิบนมขวดไปเลย ทั้งนี้เธอยอมรับว่าเสียใจที่เลี้ยงลูกแบบตามใจ ฝากสังคมเอาใจใส่สุขภาพอนามัยปากและฟันของ

“น้องตื่นขึ้นมาสิ่งแรกเลยคือร้องหานมขวด แต่แม่ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ให้ดื่มจากขวดแล้ว แต่ให้เลือกว่าใส่แก้วหรือดื่มด้วยหลอดจากกล่อง ซึ่งนั่นก็ทำให้น้องร้องไห้สะอื้นออกมาด้วยความเสียใจ และปฏิเสธที่จะกินนมจากแก้วและกล่อง จนต้องมีการอุ้มปลอบประโลมและทำความเข้าใจพักใหญ่” คุณแม่กล่าว

เธอเล่าต่อไปว่า ตนเองนั้นไม่มีประสบการณ์เลี้ยงเด็กมาก่อน หลังจากที่น้องคลอดที่บ้านเกิดจังหวัดกระบี่ ก็ต้องฝากเลี้ยงไว้กับพี่เลี้ยง เนื่องจากต้องออกไปทำงาน ภายหลังทราบว่าน้องป่วยเป็นโรคหอบ ซึ่งคาดว่าสาเหตุมาจากควันบุหรี่จากบ้านที่ฝากเลี้ยง ตนเองเลยต้องออกจากงานมาเลี้ยงน้องเอง และพาไปรักษาอาการหอบที่โรงพยาบาลที่ จ.สุราษฏร์ธานี

กระทั่งน้องอายุขวบเศษฟันก็เริ่มงอก ก่อนที่น้องจะมีอาการป่วยอื่น ๆ ตามมา เช่นติดเชื้อในกระเพาะอาหาร ลำไส้ อาเจียนบ่อย ถ่ายเหลว ร่วมกับอาการโรคหอบ ต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล หมอจึงให้กินนมถั่วเหลืองแทนนมวัว ซึ่งหลังจากกินนมถั่วเหลือง ไม่นานน้องก็เริ่มมีคราบเกาะฟันตามฟันมากขึ้น

ตัวคุณแม่ยอมรับว่าเธอเองไม่ได้ใส่ใจมากนัก พยายามเช็ดฟันให้เนื่องจากน้องต้องนอนอยู่บนเตียงตลอด จากนั้นฟันของน้องเหมือนจะหลุดออกมาเมื่อเธอแปรงฟันให้ และมีคราบหลุดออกมาคล้ายกระดาษทิชชู่ กระนั้นเธอก็ยังคิดว่าไม่น่าจะเป็นอะไรมาก เพราะเดี๋ยวฟันแท้ก็จะเกิดขึ้นมาเอง กระทั่งฟันน้องผุหมดปากเหลือแต่ตอ

และเมื่อเธอย้ายมาอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต ก็พาน้องย้ายมาเข้าเรียนที่นี่ด้วย ขณะน้องกำลังจะขึ้นชั้นอนุบาล 2 ก็ย้ายไปรักษาอาการหอบที่โรงพยาบาลพร้อมกับพาไปตรวจฟัน ตนเองจึงปรึกษาทันตแพทย์ว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง ทันตแพทย์จึงแนะนำ และทำการผ่าตัดจนแล้วเสร็จ

“จากนั้นคุณหมอให้พักรอดูอาการ ผ่านไป 1 คืน พบว่าน้องอาการดีขึ้นมากแพทย์จึงให้กลับบ้านได้ ขณะที่ยังอยู่ที่โรงพยาบาลน้องยังกินนมได้ แต่เมื่อมาถึงบ้านก็ร้องไห้จะเอาขวดนมอย่างเดียว ซึ่งแพทย์บอกว่าตนเองจะต้องใจแข็ง ให้น้องหยุดกินนมจากขวด ส่วนอาการปวดแผลนั้น สอบถามเบื้องต้นน้องบอกว่าไม่ปวด และเริ่มหายดีแล้ว โดยหลังจากกลับจากรพ.ก็พบว่าน้องได้แอบไปกินขนมขบเคี้ยวมาแล้วด้วย” คุณแม่ของน้องกล่าว

“ขอให้ดูปกครองอย่าตามใจเด็กเหมือนที่ตนเลี้ยง คือรักลูกแล้วตามใจทุกอย่างรวมทั้งการกิน โดยไม่ได้สนใจเรื่องเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของลูก และที่สำคัญหากไม่อยากให้ลูกเจ็บป่วยควรใส่ใจดูแลให้ดี รวมถึงเรื่องการกินนม ช่วงเวลาที่เข้านอนก็ควรหยุดให้นมขวดไปเลย” เธอกล่าว “อยากฝากถึงทีมทันตแพทย์ทุกท่านที่ร่วมถอนฟันให้น้อง โดยเฉพาะหมอเคน ที่ได้ช่วยดูแลน้องเป็นอย่างดีจนน้องปลอดภัย”

อย่างไรก็ตาม ข่าวภูเก็ต ได้สอบถามคุณหมอเคน ในเรื่องของเคสดังกล่าวว่า ภายหลังจากการถอนฟันน้ำนมไปถึง 18 ซี่ จาก 20 ซี่ ในคราวเดียวนั้นจะส่งผลอย่างไรกับน้อง

คุณหมออธิบายว่า ฟันของน้องมีโอกาศซ้อนเก เพราะฟันแท้จะเกิดขึ้นมาโดยไร้ทิศทาง เนื่องจากไม่มีฟันน้ำนมคอยนำทาง เพราะโดยธรรมชาติแล้ว ฟันน้ำนมของเด็กจะหลุดตามอายุ เพื่อไกด์ให้ฟันแท้ขึ้นมาตามทิศทางที่ควรจะเป็น นอกจากนี้ฟันแท้ที่จะขึ้นมาก็ต้องต่อสู้กับกระดูกที่เข้ามาแทนที่และกลบบริเวณฐานเหงือกด้วย ซึ่งคุณหมอเคนใช้คำให้เห็นภาพชัดเจนคือ ฟันแท้ของน้องต้องใช้ ‘พลังใต้พิภพ’ ในการดันตัวเองให้โผล่ขึ้นมา

นอกจากนี้หมอเคนยังกล่าวอีกว่า อาจจะมีเรื่องอื่น ๆ ตามมาเช่นปัญหาด้านโภชนาการ เพราะน้องไม่สามารถรับประทานอาหารได้อย่างเต็มที่ และมากเท่าที่ควร ซึ่งอาจจะเป็นเด็กที่โตไม่ทันเพื่อนหรือเจ็บป่วยได้ง่าย

อย่างไรก็ตาม หมอเคนได้ฝากให้ผู้ปกครองใส่ใจสุขภาพของสุขภาพปากและฟันของบุตรหลาน เพราะกรณีฟันผุเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นช็อกโกแลต, ลูกอม, น้ำอัดลม หรือ การเลี้ยงหลายมือ ซึ่งคุณหมอย้ำชัดว่าการเลี้ยงหลายมือคือปัญหาสำคัญ เพราะวิธีการเลี้ยงของแต่ละคนจะแตกต่างกัน เมื่อเกิดปัญหาจะไม่สามารถจับมือใครดมได้ ว่าจริง ๆ แล้วสาเหตุฟันผุเกิดจากมาอะไร

หมอเคนฝากบอกผู้ปกครองอีกว่า 1. แปรงฟันให้เด็กจนถึงอายุ 8 ขวบ 2. ใช้ไหมขัดฟันช่วงอายุ 3-11 ขวบ และ 3.พาเด็กมาพบทันตแพทย์ตั้งแต่ฟันยังไม่ผุ

โดยให้เหตุผลว่า การที่ผู้ปกครองควรแปรงฟันให้เด็กจนถึงอายุ 8 ขวบนั้น อ้างอิงจากหลักการสากลที่ว่า กล้ามเนื้อมัดใหญ่และกล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กนั้นจะสมบูรณ์เมื่ออายุ 8 ขวบ ซึ่งจะทำให้การแปรงฟันมีประสิทธิภาพที่ดีได้ และการที่ผู้ปกครองพาเด็กมาหาทันตแพทย์สม่ำเสมอนั้นจะเป็นการดีต่อการดูแลสุขภาพฟัน เพราะฟันของเด็กจะมีพัฒนาการ ในทุก ๆ 6 เดือน และ 1 ปี ฟันจะมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งหากเกิดปัญหาหรือความสะอาดไม่เพียงพอ ทันตแพทย์ก็จะสามารถทราบได้และรักษาทันท่วงที

เอกภพ ทองทับ : รายงานเพิ่มเติม

 

 

แจ้งข่าว..คลิกที่นี่