เบื้องต้นว่าเป็นพะยูนตัวผู้ ความยาว 2 เมตร น้ำหนักประมาณ 110 กก. ตายมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1 วัน ซึ่งการพบซากพะยูนตายในครั้งนี้นับว่าเป็นพะยูนตัวที่ 3 ในรอบเดือน ต.ค.67 ซึ่งไม่เคยพบปรากฎการณ์การตายของพะยูนเช่นนี้มาก่อน
ทั้งนี้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้รับแจ้งเหตุการเกยตื้นของพะยูน ในเดือนตุลาคม 2567 (1 - 24 ต.ค. 67) จำนวนทั้งสิ้น 8 ตัว โดยแบ่งเป็นเกยตื้นมีชีวิต 1 ตัว ที่จังหวัดตรัง ซึ่งเสียชีวิตในวันต่อมา และซากเกยตื้น 7 ตัว ประกอบด้วย ซากสด 1 ตัว และซากเน่า 6 ตัว โดยจังหวัดที่พบการเกยตื้น ได้แก่ ภูเก็ต 2 ตัว กระบี่ 1 ตัว ตรัง 2 ตัว และสตูล 3 ตัว จากการชันสูตรพบว่าเป็นพะยูนเพศผู้ 4 ตัวและเพศเมีย 4 ตัว โดยส่วนใหญ่เป็นพะยูนที่อยู่ในช่วงวัยรุ่น (5 ตัว) รองลงมาคือตัวโตเต็มวัย (3 ตัว) เนื่องจากซากที่เกยตื้นอยู่ในสภาพซากที่เน่ามาก ทำให้ไม่สามารถระบุสาเหตุการตายได้ครบทุกตัว สาเหตุการตายที่สามารถระบุได้ส่วนมากเกิดจากอาการป่วย จำนวน 3 ตัว และสงสัยติดเครื่องมือประมง 1 ตัว เนื่องจากมีรอยเชือกรัดบริเวณลำตัว ในพะยูนที่เกยตื้นจากอาการป่วย พบว่าร่างกายผอม ไม่พบอาหารในทางเดินอาหารหรือพบเพียงเล็กน้อย ซึ่งอาจจะมีผลมาจากสภาวะการเสื่อมโทรมของหญ้าทะเลในแหล่งอาศัย และตัวที่พบที่ชายหาดกะรนนับว่าเป็นตัวที่ 8