ภายหลังจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต (อบจ.ภูเก็ต) ทำพิธีลงเสาเอก ณ พื้นที่โครงการก่อสร้างระเบียงกระจกหาดสุรินทร์ (แหลมตาหมา) ต.เชิงทะเล อ.ถลาง จ. ภูเก็ต เมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2566 เวลา 09.09 น. ในขณะนั้น อบจ.ภูเก็ต เปิดเผยว่าโครงการดังกล่าวใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 196 ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้างรวม 18 เดือน โดยมีเป้าหมายว่าต้นปี 2568 จังหวัดภูเก็ตจะมีแลนด์มาร์คแห่งใหม่ที่จะดึงนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติเข้ามาเที่ยวเพิ่มขึ้น
นายเรวัต อารีรอบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า สัญญาโครงการระเบียงกระจกหาดสุรินทร์ มูลค่า 193.7 ล้านบาท หมดอายุลงแล้วในวันที่ 15 ส.ค. 68 โดยที่การก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ
นายเรวัต ชี้แจงกับ The Phuket News ว่า ข้อบกพร่องของโครงการ รวมถึงข้อผิดพลาดบางอย่างในการออกแบบ ทำให้ต้องมีการแก้ไข ซึ่งส่งผลให้การก่อสร้างล่าช้า สัญญา 18 เดือนนี้ ได้รับการอนุมัติในช่วงปลายปี 2563 ให้กับ บริษัท พิสุทธิ์ เทคโนโลยี จำกัด ผู้ออกแบบระเบียงกระจกหาดสุรินทร์ เพื่อสร้างเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในรูปแบบสกายวอล์คที่แหลมตาหมาในเชิงทะเล
โครงการนี้เป็นโครงการหลักในแผนของ อบจ.ภูเก็ต ที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้มาเที่ยวภูเก็ตมากขึ้น โดยโครงการประกอบด้วยจุดชมวิวพื้นกระจกสองแห่ง แต่ละแห่งมีความยาวกว่า 33 เมตร และหอคอยชมวิวสามชั้นที่สามารถมองเห็นวิวทะเลอันดามันได้อย่างกว้างขวาง
โครงการระเบียงกระจกหาดสุรินทร์สร้างบนที่ดินสาธารณะขนาด 9 ไร่ (14,400 ตร.ม.) จะประกอบด้วยทางเดินที่มีภูมิทัศน์สวยงาม พื้นที่สำหรับทำกิจกรรม อาคารบริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะ การออกแบบผสมผสานทัศนียภาพทางทะเลของเกาะเข้ากับองค์ประกอบของวิถีชีวิตดั้งเดิมของภูเก็ต
ขอขยายเวลาสัญญา
นายเรวัตเน้นย้ำว่าตามระเบียบของ อบจ.ภูเก็ต ตนไม่สามารถอนุมัติการขยายเวลาสัญญาได้ด้วยตนเอง เพราะสัญญาโครงการก่อสร้างระเบียงกระจกหาดสุรินทร์ของ อบจ. หมดอายุไปแล้วเมื่อวันที่ 15 ส.ค. ที่ผ่านมา แต่มีข้อบกพร่องบางอย่างในตัวโครงการเอง ทำให้ต้องขอขยายเวลา
“ภายใต้อำนาจของ อบจ.ภูเก็ต เราไม่สามารถขยายเวลาเองได้ หรือใช้อำนาจตามอำเภอใจในการทำเช่นนั้น โดยไม่ยื่นเรื่องไปยังกรมบัญชีกลางเสียก่อน ผมไม่มีอำนาจที่จะอนุมัติหรือปฏิเสธการขยายเวลาได้”
นายเรวัตยังเน้นย้ำว่าความล่าช้าไม่ได้เป็นความผิดของผู้รับเหมาทั้งหมด “ทางผู้รับเหมาได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหา ข้อผิดพลาดบางอย่างในการออกแบบ และต้องใช้เวลาในการแก้ไข จากนั้นผู้รับเหมาก็ขอขยายเวลาเพื่อดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จ แต่ผมไม่กล้าที่จะอนุมัติการขยายเวลาด้วยตนเอง ผมกลัวว่าถ้าผมช่วยเหลือพวกเขา ผมจะต้องถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ตรวจสอบอย่างแน่นอน” นายก อบจ.ภูเก็ต อธิบาย
“ตอนนี้ทาง อบจ. ได้ดำเนินการยื่นหนังสือไปยังบัญชีกลาง เพื่อพิจารณาขยายเวลาก่อสร้างเเล้วเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ตอนนี้อยู่ในระหว่างรอพิจารณา ซึ่งจะใช้เวลา 32 วันในการพิจารณาและตัดสินใจว่าจะอนุมัติหรือไม่ ถ้าอนุญาตให้ยืดเวลาเราจึงจะทำได้ ตอนนี้เราทำไม่ได้ ต้องรอการพิจารณาอย่างเดียว ขอให้รอหน่อยเพราะอยู่ในระหว่างการดำเนินการ” เขากล่าว
ความผิดพลาดในอดีต
นายเรวัตกล่าวอีกว่า เขามุ่งมั่นที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความผิดพลาดเหมือนที่เกิดขึ้นในโครงการอื่น ๆ โดยยกตัวอย่างคดีทุจริตที่เป็นที่รู้จักกันดีขึ้นมาเป็นอุทาหรณ์
“คดีของ นายถาวร จิรพัฒนโสภณ รองนายกเทศมนตรีนครภูเก็ต ที่ถูกตัดสินจำคุก 4 ปีในคดีทุจริตโครงการก่อสร้างคลองบางใหญ่ เขามีการอนุมัติการขยายสัญญาโดยไม่มีการตรวจสอบหรือให้การสนับสนุนบริษัท เพื่อโครงการพัฒนาคลองวัฒนธรรมเมืองภูเก็ต สุดท้ายแล้วรองนายกเทศมนตรีก็ถูกตัดสินจำคุก 4 ปี เหตุการณ์แบบนี้ผมไม่ต้องการให้เกิดขึ้นกับตัวเอง” นายเรวัต กล่าว พร้อมระบุอีกว่า แนวทางที่ปลอดภัยที่สุดคือการให้กรมบัญชีกลางเป็นผู้ตัดสินใจ “ถ้าได้รับการอนุมัติ ก็ให้เป็นอำนาจของกรมบัญชีกลาง แต่ถ้าไม่อนุมัติ ทางบริษัทจะต้องจ่ายเงินค้ำประกัน 10 ล้านบาทให้กับ อบจ.ภูเก็ต และหากการขยายเวลาถูกปฏิเสธ หลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาของผู้รับเหมาเกือบ 10 ล้านบาทจะถูกยึด
มีรายงานว่าบริษัทมีความกระตือรือร้นที่จะดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จ แต่กำหนดวันแล้วเสร็จจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของการขยายเวลาที่ได้รับอนุมัติ
“ถ้าสามารถขยายเวลาได้ จะใช้เวลานานแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับบริษัท พวกเขาต้องดำเนินโครงการให้เสร็จอย่างรวดเร็ว ผมไม่สามารถบอกได้ว่าเมื่อไหร่จะแล้วเสร็จ” นายเรวัต กล่าวเสริม
โครงการในราไวย์
ในขณะเดียวกัน โครงการสำคัญลำดับที่สองของ อบจ.ภูเก็ต คือสะพานกระจกบริเวณเขาแดงในราไวย์ ที่ยังคงอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาและวางแผน โครงการนี้มีแผนที่จะสร้างในบริเวณใกล้เคียงกับสนามฟุตบอลราไวย์ และคาดว่าจะกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งที่ให้ทัศนียภาพชายฝั่งแบบพาโนรามา
นายเรวัตเปิดเผยว่าโครงการในราไวย์จะใช้งบประมาณ 200 ล้านบาท โดยปฏิเสธรายงานของรัฐบาลล่าสุดที่ระบุว่ามีงบประมาณ 300 ล้านบาท
“โครงการนี้จะใช้งบประมาณใกล้เคียงกับสกายวอล์คที่หาดสุรินทร์” เขากล่าว
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะเริ่มการก่อสร้างในราไวย์ อบจ.ภูเก็ต จะต้องมีการประเมินผลการดำเนินงานและการตอบรับจากสาธารณชนของโครงการที่สุรินทร์ก่อน “สะพานกระจกเขาแดงยังไม่ได้มีการก่อสร้าง มีเพียงการวางแผน การศึกษาโครงการ งบประมาณและการประชุม แต่ในที่สุดเราจะต้องมีการประชุมหารือเพื่อดูว่าโครงการระเบียงกระจกสุรินทร์จะประสบความสำเร็จเพียงใดและมีประสิทธิภาพเพียงใด” นายเรวัต กล่าวและเน้นย้ำว่า ความคิดเห็นจากชาวบ้านเป็นสิ่งสำคัญในการกำหนดการออกแบบและขอบเขตของโครงการขั้นสุดท้าย
“ก่อนที่เราจะสร้างโครงการในราไวย์ เรายังต้องสอบถามความต้องการของประชาชนและรับฟังความคิดเห็นก่อน ดังนั้นเราจึงกำลังพิจารณาใช้โครงการระเบียงกระจกหาดสุรินทร์เป็นต้นแบบและดูว่ามันจะประสบความสำเร็จอย่างไร” เขากล่าว
“สะพานนี้มีเป้าหมายที่จะเป็นทั้งแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยว และสัญลักษณ์ของสถานที่ท่องเที่ยวชายฝั่ง ที่กำลังเติบโตของภูเก็ต เช่นเดียวกับระเบียงกระจกที่สุรินทร์ โครงการนี้จะถูกโปรโมทให้เป็นจุดเช็คอินสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการชมทิวทัศน์ทะเลของเกาะภูเก็ต”
อย่างไรก็ตาม นายเรวัตได้กล่าวอีกว่า ขณะนี้ทุกสายตาจับจ้องไปที่โครงการหาดสุรินทร์ แม้ว่าทั้งทาง อบจ. และผู้รับเหมาต่างต้องการเห็นโครงการแล้วเสร็จและเปิดให้ประชาชนได้เข้าชม แต่การตัดสินใจขึ้นอยู่กับกรมบัญชีกลาง พร้อมทั้งยอมรับว่าความล่าช้าที่เกิดขึ้นอาจทำให้ทั้งประชาชนและผู้รับเหมาโครงการรู้สึกหงุดหงิด แต่ก็ย้ำว่าการปฏิบัติตามขั้นตอนที่ถูกต้องจะช่วยให้เห็นถึงความโปร่งใสและความซื่อสัตย์ของ อบจ.ภูเก็ต และโครงการต่าง ๆ ขององค์กรได้
“เราต้องการให้โครงการเหล่านี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์ของภูเก็ต” นายก อบจ.ภูเก็ต กล่าว “แต่เราต้องทำสิ่งต่าง ๆ ให้ถูกต้อง นั่นหมายถึงไม่มีทางลัด ไม่มีการอนุมัติโดยปราศจากการตรวจสอบที่เหมาะสม”
ไม่ว่าระเบียงกระจกหาดสุรินทร์จะกลายเป็นสถานที่สำคัญแห่งใหม่ของภูเก็ตที่ต้องไปเยือนในช่วงปลายปีนี้ หรือต้องเลื่อนไปเป็นปี 2569 ขึ้นอยู่กับผลการพิจารณาการขยายเวลา ส่วนสะพานกระจกเขาแดงนั้น วันที่เริ่มต้นโครงการอาจขึ้นอยู่กับว่าโครงการสุรินทร์จะประสบความสำเร็จเพียงใดเมื่อเปิดใช้งานในที่สุด
นายเรวัตกล่าวทิ้งท้ายว่า ในระหว่างนี้ อบจ.ภูเก็ต ยังคงเดินหน้าส่งเสริมวิสัยทัศน์สกายวอล์ค ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการกระจายการท่องเที่ยวของภูเก็ตที่นอกเหนือจากชายหาด ซึ่งหากประสบความสำเร็จสถานที่ท่องเที่ยวเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างสถานะของเกาะในฐานะจุดหมายปลายทางชั้นนำ สำหรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยมีทิวทัศน์ที่ทำให้ผู้มาเยือนได้รู้สึกราวกับอยู่บนจุดสูงสุดของแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกอย่างแท้จริง



