แต่อยู่ที่ขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยว ซึ่งปัญหาหลักที่น่ากังวลประกอบด้วย การจราจรที่ติดขัด, โครงสร้างพื้นฐานที่ถูกใช้งานเกินขีดจำกัด, ความล้มเหลวในการจัดการขยะ และมาตรฐานความปลอดภัยที่ลดลง พร้อมทั้งได้ระบุอีกว่า หากปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไขภายในปี 2569 เกาะภูเก็ตอาจต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงในการที่จะทำลายชื่อเสียงของการเป็น “จุดหมายปลายทางระดับโลก”
โครงสร้างพื้นฐาน
นายธเนศ ตันติพิริยะกิจ นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต ระบุว่า ความท้าทายภายในส่วนใหญ่ของภูเก็ตมีต้นตอมาจากความอ่อนแอของโครงสร้างพื้นฐาน "โซ่ข้อกลาง" ที่เป็นรากฐานสำคัญในการสนับสนุนการเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก
สนามบินภูเก็ต (ห้องรับแขกแรก) ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก เนื่องจากมีเพียง 1 รันเวย์ และไม่มีแท็กซี่เวย์ ทำให้เครื่องขึ้นลงได้จำกัดเพียงประมาณ 20 เที่ยวบินต่อชั่วโมง แม้จะรองรับผู้ใช้สนามบินได้ 12 ล้านคนต่อปี แต่ปัจจุบันใช้งานจริงอยู่ที่ 18 ล้านคนต่อปี
รวมไปถึงวิกฤตการจราจรและการขนส่งสาธารณะ เพราะเมื่อเข้าสู่การเดินทางทางบก เกาะภูเก็ตเผชิญกับปัญหาการจราจรติดขัดและการขาดแคลนระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ราคารถแท็กซี่สูง ใกล้เคียงเมืองใหญ่ในโลก และบีบให้ผู้คนต้องพึ่งพารถส่วนตัวหรือรถเช่าเป็นหลัก ซึ่งรถเช่ากลับมีราคาถูกมาก
ทั้งยังมีปัญหาในเรื่องของขีดความสามารถในการรองรับที่เกินขีดจำกัดในหลายด้าน ระบบจัดการขยะและน้ำเสียยังพัฒนาไม่เพียงพอที่จะรองรับระดับการท่องเที่ยวในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีปัญหาการขาดแคลนน้ำประปาที่เริ่มไม่สมดุลกับความต้องการใช้ที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ
รวมไปถึงการขยายตัวของสิ่งปลูกสร้าง เมื่อปีที่ผ่านมามีการสร้างที่อยู่อาศัยใหม่เกือบ 20,000 ยูนิต และมีสถานประกอบการที่พักไม่ได้รับอนุญาตกว่า 5,400 แห่ง (เทียบกับโรงแรมที่จดทะเบียนถูกต้องเพียง 900–1,000 แห่ง) ซึ่งเพิ่มแรงกดดันมหาศาลต่อระบบสาธารณูปโภค การคมนาคม และบริการสาธารณะ
อย่างไรก็ตาม นายธเนศได้เน้นย้ำว่า “ปัญหาการจราจรคือเรื่องด่วนที่สุด” โดยได้มีการเสนอมาตรการต่าง ๆ เช่น การจัดการถนนให้ดีขึ้นและจำกัดการจอดรถริมทาง, ทดลองปิดจุดทางแยกไฟจราจร, สร้างจุดกลับรถแทน, ขยายถนนเชื่อมต่อและการเร่งรัดโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ล่าช้า
“ชีวิตคนท้องถิ่นต้องดีก่อนสิ่งอื่นใด" คุณธเนศกล่าวเตือน พร้อมระบุถึงงานวิจัยที่ชี้ว่า ชาวภูเก็ตเริ่มมีความเป็นมิตรและยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวน้อยลง เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานพัฒนาไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง
การจัดการขยะ
นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า “การจัดการขยะมูลฝอยได้กลายเป็นหนึ่งในความท้าทายที่เร่งด่วนที่สุดของภูเก็ต ปัจจุบันเกาะภูเก็ตสร้างขยะประมาณ 1,200 ตันต่อวัน ในขณะที่เตาเผาขยะสามารถรองรับได้ไม่เกิน 500 ตันต่อวัน เท่านั้น ขยะส่วนที่เหลือจึงถูกส่งไปยังบ่อฝังกลบ ซึ่งปัจจุบันมีขยะสะสมอยู่ประมาณ 1.25 ล้านตัน และอาจพุ่งสูงถึง 2 ล้านตันภายใน 3 ปี หากไม่มีการดำเนินการใด ๆ”
สำหรับมาตรการเร่งด่วน ผู้ว่าฯ ได้สั่งการให้ อบท. ทุกแห่งช่วยกันกำจัดขยะอินทรีย์/ขยะเปียกในพื้นที่ของตัวเองให้หมด โดยไม่ส่งเข้าเทศบาลนครภูเก็ต
“ขยะอินทรีย์มีสัดส่วนถึง 60% ของขยะทั้งหมดในแต่ละวัน การจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางจะช่วยลดภาระของบ่อฝังกลบได้อย่างมหาศาล และยังช่วยลดจำนวนเที่ยวรถขยะได้ถึง 360 เที่ยวต่อวัน ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัดได้อีกทางหนึ่ง” นายนิรัตน์ กล่าว
นอกจากนี้ ท่านผู้ว่าฯ ยังเรียกร้องความร่วมมือที่เข้มแข็งขึ้นจากภาคธุรกิจ โดยเฉพาะโรงแรม ร้านอาหาร และโรงเรียน ให้รับผิดชอบในการกำจัดขยะของตนเอง โดยเน้นย้ำว่าความยั่งยืนในระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยการจัดการขยะแบบกระจายอำนาจ แทนที่จะพึ่งพาสถานที่กำจัดขยะเพียงแห่งเดียว
“ภูเก็ตเป็นเมืองที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงามและเศรษฐกิจที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ขอให้ทุกคนช่วยกันรักษาความสวยงามทางธรรมชาติ และร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้ทรัพยากรที่สูงขึ้น เราจะทำให้มั่นใจว่าภูเก็ตยังคงเป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับผู้อยู่อาศัย และพร้อมต้อนรับผู้คนจากทั่วโลก นั่นคือหนทางเดียวที่จะเดินต่อไปข้างหน้า ซึ่งเป็นการสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ทุกฝ่ายอย่างแท้จริง” นายนิรัตน์ กล่าว
ความปลอดภัย
นายก้องศักดิ์ คู่พงศกร ประธานหอการค้าจังหวัดภูเก็ต ระบุว่าประเด็นด้านความปลอดภัยยังคงเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุดของเกาะ
“ปัญหาความปลอดภัยที่น่ากลัวที่สุดคือเหตุการณ์เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา ที่มี กลุ่มผู้ไม่หวังดีเข้ามาสร้างสถานการณ์วางระเบิด ในจังหวัดกลุ่มอันดามัน ซึ่งรวมถึงภูเก็ต พังงา และกระบี่ รวมถึงเส้นทางจากจังหวัดตรัง” นายก้องศักดิ์กล่าว พร้อมเตือนว่าภัยคุกคามลักษณะนี้ส่งผลกระทบโดยตรง ต่อความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวและปากท้องของประชาชน
และระบุอีกว่า ภูเก็ตกำลังเผชิญกับความท้าทายที่มากขึ้นเนื่องจากความหลากหลายของประชากร แต่มีจำนวนเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ ทำให้เกิดปัญหาการลักเล็กขโมยน้อย และเปิดช่องให้ชาวต่างชาติบางกลุ่มแฝงตัวเข้ามาทำงานหรืออยู่อาศัยในลักษณะที่เป็นผู้ร้ายหรือสแกมเมอร์ อย่างไรก็ตาม เขายังเชื่อมั่นในศักยภาพของตำรวจ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงปัญหาการขาดแคลนอุปกรณ์ที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไม่มีสุนัขตำรวจ (K-9) ในการค้นหาวัตถุระเบิด
“ขณะนี้มีการประสานงานกับผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) และผู้บังคับการจังหวัดภูเก็ต เพื่อให้มีการย้ายหน่วย K-9 จำนวน 5-6 ตัว มาประจำที่ภูเก็ตภายใต้การดูแลของ ภ.จว.ภูเก็ต”
นอกจากนี้ นายก้องศักดิ์ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับปัญหางบประมาณและประชากรแฝง เพราะภูเก็ตกำลังประสบปัญหาการขาดงบประมาณจำนวนมาก “หากการรณรงค์ขอความร่วมมือให้ย้ายทะเบียนบ้านประสบความสำเร็จภายในปี 2569 คาดว่าจะมีประชากรเพิ่มขึ้น 20-30% (ประมาณ 600,000–700,000 คน) ซึ่งจะทำให้งบประมาณเพิ่มขึ้น 20-30% หรือประมาณ 2-3 พันล้านบาท สามารถนำไปใช้ในการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ได้”
นักท่องเที่ยว
“หลายปีที่ผ่านมา คนภูเก็ตเราคงรู้สึกเหมือนเป็นพลเมืองชั้นสอง หลังจากที่ภาครัฐเห็นแก่การท่องเที่ยวอย่างมักง่าย ไม่ว่าจะเป็นนโยบายฟรีวีซ่าที่เปิดทางให้ต่างชาติสีเทาเข้ามาตั้งรกรากและทำกร่างใส่เจ้าบ้านได้ตลอด” นายเฉลิมพงศ์ แสงดี อดีต สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน กล่าว
“รวมถึงนโยบายเสรีกัญชาที่ไม่มีการโซนนิ่งใด ๆ จนทำให้ภูเก็ตที่เคยเป็นเมืองเป้าหมายการท่องเที่ยวพรีเมี่ยมระดับโลกถูกมองอย่างไม่ปลอดภัยในสายตานานาชาติ เพราะดึงดูดแต่นักท่องเที่ยวที่ดูไม่มีความรับผิดชอบเข้ามา นักท่องเที่ยวคุณภาพเริ่มหายไป ทิ้งไว้แต่นักท่องเที่ยวที่สร้างปัญหาและมาเป็นกลุ่มอิทธิพลในภูเก็ต”
นายเฉลิมพงศ์ กล่าวต่ออีกว่า วาระหลักของพรรคประชาชนคือ “ไทยไม่เทา-ไทยเท่ากัน-ไทยทันโลก” ซึ่งต้องทำทั้งในภาพใหญ่และในระดับพื้นที่ ที่ผ่านมาตนได้สะท้อนปัญหาทุนเทาอิทธิพลต่างชาติผ่านสภาและหารือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายครั้งในฐานะฝ่ายค้าน อาจทำให้สถานการณ์ดีขึ้นบ้าง
อย่างไรก็ตาม หากจะทำให้การแก้ปัญหามีความยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยกลไกระดับนโยบายที่สามารถสั่งการอำนาจรัฐให้บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังได้
“ทางเดียวที่จะแก้ปัญหานี้ได้จริง พรรคประชาชนจะต้องชนะการเลือกตั้งด้วยเสียงท่วมท้นเพื่อจัดตั้งรัฐบาลให้สำเร็จ เพราะการแก้ปัญหาธุรกิจสีเทาข้ามชาติจำเป็นต้องอาศัยเจตจำนงของพรรคการเมืองที่แน่วแน่ ไม่ลูบหน้าปะจมูกหรือกลับหยิกเล็บเจ็บเนื้อ”
“ผมขอสานต่อภารกิจนี้ให้พี่น้องชาวภูเก็ต ถ้าเรามีอำนาจรัฐเราทำได้แน่ ขอให้เชื่อมั่นในตัวผมและพรรคประชาชน ผมโค้ชแซมคนเดิม จริงจัง จริงใจ และเข้าถึงง่าย พร้อมชนเพื่อคนภูเก็ตอีกครั้ง” นายเฉลิมพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย
ป่าตอง
นางลลิตา มณีศรี นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง ยอมรับว่า ปัญหาหลักที่ส่งผลกระทบต่อป่าตองมากที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา และที่ต้องการผลักดันอย่างเร่งด่วนในปีหน้า คือ ขยะ, นักท่องเที่ยวฟรีวีซ่า, กัญชา และการจราจร
“ป่าตองมีปัญหาเรื่องขยะหนักมาก เนื่องจากมีประชากรแฝงและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ซึ่งควบคุมเรื่องนี้ไม่ได้” เธอกล่าว “ปริมาณขยะหน้าโลวประมาณวันละ 120 ตัน ถ้าช่วงไฮซีซันก็จะมากกว่า 200 ตัน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มาก ทางเทศบาลกำลังนำร่องผลักดันการทำสัญญาจัดการขยะเป็น 3 ปี แทนการทำสัญญา 1 ปี เพื่อจะได้มีผู้รับจ้างที่มี ศักยภาพ พร้อมไปกับการรณรงค์คัดแยกขยะ”
ส่วนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาหลากหลาย ศักยภาพในการใช้จ่ายจะน้อยลง รวมไปถึงมีปัญหาพฤติกรรม เช่นการขับขี่ จยย. ไม่มีมารยาท ดื่มแล้วขับและชกต่อย “อยากให้ยกเลิกฟรีวีซ่า เพื่อให้มี นทท. คุณภาพเข้ามาท่องเที่ยว
ส่วนปัญหากัญชาคือเปิดแบบไม่มีการจัดโซน “การควบคุมหลัก ๆ เป็นหน้าที่ของ สสจ. แต่ทางเทศบาลอยากให้มีการควบคุม อยากให้ควบคุมเรื่องใบอนุญาต ให้มีแค่บางร้าน ไม่ใช่เปิดเยอะเกินไป” นางลลิตา กล่าว “ปัญหารถติดบนเขาป่าตองมีให้เห็นทุกวัน และติดทั้งวันในช่วงไฮซีซั่น”
“ทางเข้าของเรามีแค่สองทาง ทำให้มีปัญหาจราจร แท็กซี่เถื่อนเยอะ แท็กซี่ทั่วไปก็เยอะ รถขนส่งและรถทั่วไปอีก" เธอกล่าวและยืนยันว่าอุโมงค์ป่าตองคือทางออก ในขณะเดียวกันได้มีการการจัดระเบียบคนเดินเท้าร่วมกับ สภ.ป่าตอง เพื่อแก้ไขปัญหาที่คนข้ามถนนไม่เป็นระเบียบ ทำให้เกิดจุดตัดและรถติด โดยจะมีการนำแผงกั้นมาบังคับให้เดินเฉพาะโซน พร้อมไปกับประสานควบคุมรถขนส่ง/แท็กซี่ และเพิ่มรถขนส่งสาธารณะแทน”


