EPL Prediction Competition 2018-2019
เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก อัตราแลกเปลี่ยน สภาพอากาศ Facebook Youtube ค้นหา

สถ.สั่งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเปิดเรียนตลอดปี ไม่มีปิดเทอม

การศึกษา - เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กเล็กไปโรงเรียนทุกวันยกเว้น เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ โดยไม่มีช่วงเวลาปิดเทอม ซึ่งจดหมายด่วนที่สุดจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ถูกส่งถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกจังหวัด เพื่อให้จังหวัดต่าง ๆ สามารถนำนโยบายไปทำความเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ และดำเนินการประสานกับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้เป็นไปตามนโยบายที่กำหนดไว้

จุฑารัตน์ เปลรินทร์

วันเสาร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561, เวลา 09:00 น.

อ้างถึงหนังสือคำสั่งของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ออกเมื่อวันที่ 18 ม.ค. ที่ผ่านมาโดย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เรื่องซักซ้อมการกำหนดระยะเวลาการเปิดการเรียนการสอนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ

ที่ระบุว่า ตามที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้มีนโยบายในการพัฒนาเด็กปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีการพัฒนาการสมบูรณ์ตามวัย และพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้เป็นสถานศึกษา ที่สามารถพัฒนาและดูแลเด็กปฐมวัยในท้องถิ่น ให้มีมาตรฐานและคุณภาพ จึงขอซักซ้อมการกำหนดระยะเวลาการเปิดการเรียนการสอน โดยขอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในสังกัด เปิดการเรียนการสอนตลอดทั้งปีงบประมาณโดยไม่มีการปิดการเรียนการสอน ยกเว้นวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์

เพื่อให้เด็กปฐมวัยได้รับการพัฒนา และส่งเสริมพัฒนาการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและเหมาะสม โดยไม่ขาดช่วง สมบูรณ์ตามวัยครบทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ให้สอดคล้องกับสังคม วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมทั้ง เป็นการแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ ผู้ปกครอง เมื่อต้องออกไปประกอบอาชีพเลี้ยงดูครอบครัว และลดปัญหาของเด็ก ๆ ในท้องถิ่นที่ไม่ได้รับการดูแลพัฒนาตามวัย โดยส่งเข้าเรียนในกรอบในธรรมของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก

โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้จัดสรรงบประมาณค่าอาหารกลางวันและงบประมาณค่าอาหารเสริม เช่น นมโรงเรียน ให้กับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ซึ่งเพียงพอสำหรับการเปิดการเรียนการสอนได้ทั้งปีงบประมาณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงควรใช้จ่ายงบประมาณให้เกิดความคุ้มค่า และครบถ้วนตามที่ได้รับการจัดสรรจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เพื่อให้เด็ก ๆ ได้รับสิ่งที่มีประโยชน์ และมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนเป็นประจำ ครบตามจำนวนวัน

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากรับทราบคำสั่งดังกล่าว ถึงกรณีศูนย์เด็กเล็กจะดำเนินการเรียนการสอนตลอดทั้งปีโดยไม่มีปิดเทอม ส่งผลให้ผู้ปกครองบางท่านเกิดความกังวลใจในสิ่งที่เกรงว่าอาจจะเกิดขึ้นในอนาคต และกลัวว่าอาจมีผลกระทบกับวิถีชีวิตของผู้ปกครองและเด็ก

“ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งเรื่องที่กำหนดไม่ให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กปิดเทอม เนื่องจากดิฉันทำงานอยู่ต่างจังหวัดและให้คุณยายดูแลลูกในช่วงปิดเทอม โดยดิฉันเองจะไปรับลูกมาอยู่ด้วยเพื่อสร้างความคุ้นเคยความอบอุ่นให้ลูก หากไม่มีปิดเทอม ฉันเองก็ไม่กล้าที่จะรับลูกมาอยู่ด้วย เพราะกลัวว่าลูกจะมีพัฒนาการไม่ทันเพื่อน” ผู้ปกครองท่านหนึ่ง กล่าวกับ ข่าวภูเก็ต

ด้านครูผู้ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแห่งหนึ่งได้ให้ความเห็นว่า เด็ก ๆ ควรจะต้องมีเวลาศึกษาวิถีชีวิตของครอบครัว และเรียนรู้ในการช่วยเหลือพ่อแม่ผู้ปกครอง

“ครูคิดว่าการที่ให้เด็กมาเรียนอยู่ที่ศูนย์ตลอดทั้งปีอาจเป็นการแบ่งเบาภาระผู้ปกครองจริง แต่อีกมุมหนึ่งเด็กจะไม่ได้รับประสบการณ์ตรงจากพ่อแม่ของเด็กเอง ไม่ได้เห็นวิถีชีวิตของพ่อแม่ และเด็กจะไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ที่จะช่วยเหลือพ่อแม่ โดยเฉพาะในส่วนของพ่อแม่ที่เป็นเกษตรกร ซึ่งพอโตขี้นก็จะไม่สามารถช่วยเหลือแบ่งเบาภาระพ่อแม่ได้”

“สำหรับเด็กบางคน ก็มิได้มีความสุขที่ต้องไปเรียน จากประสบการณ์ที่ได้พบเห็น ในแต่ละวันคือ เด็ก ๆ จะร้องไห้งอแงเมื่อต้องขึ้นรถโรงเรียนและต้องจากพ่อแม่ผู้ปกครองเพื่อไปเรียนที่ศูนย์ฯ หรือในยามที่ผู้ปกครองมาส่งที่ศูนย์ฯ ก็ดี บางคนก็ร้องไห้แทบจะขาดใจ ในบางครั้งคุณครูต้องโทรเรียกผู้ปกครองให้มารับเด็กกลับบ้าน ส่วนตัวแล้วเชื่อว่า ครูทุกท่านมีความรักและตั้งใจจริงที่จะดูแลเด็ก ๆ เพื่อแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง แต่ลองนึกให้ดีว่า ลึก ๆ แล้วนั้นมันเป็นการส่งเสริมพัฒนาการเด็กหรือทำร้ายจิตใจเด็กกันแน่” ครูผู้สอนท่านหนึ่ง กล่าว

ความคิดเห็นในฐานะของผู้บังคับบัญชาชั้นต้น (ผอ.กองการศึกษา) ผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม ต่อนโยบายไม่ให้มีการปิดเรียนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ระบุว่า ในความเป็นจริงแล้วศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง แทบไม่ได้รับผลกระทบอะไรต่อนโยบายนี้ เนื่องจากพบว่า แม้บางแห่งที่มีการปิดเรียนซึ่งส่วนใหญ่จะยึดแนวทางตามโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติครูทุกคนต้องมาทำงานตามปกติ เช่น การปรับปรุงห้องเรียน การปรับปรุงอาคารสถานที่ การจัดการงานเอกสารต่าง ๆ เช่น หลักสูตร แผนการสอน รวมถึงกิจกรรมอื่น ๆ โดยทั่วไป ที่ต้องเตรียมการสำหรับใช้ในภาคเรียนถัดไป เป็นต้น

ข้อดีคือครูได้มีเวลาในการเตรียมงานต่าง ๆ ดังกล่าว และเด็กเล็กก็ได้พักผ่อนเหมือนเช่นพี่ ๆ ของพวกเขาที่มีการปิดภาคเรียน และก็มักจะพบว่าศูนย์ฯ บางแห่งไม่ได้มีการปิดเรียนแต่เด็กก็มาน้อยเพราะเด็กพากันหยุดเรียนตามพี่ ๆ ที่บ้าน

ดังนั้น นโยบายที่มีจึงแทบจะไม่มีผลกระทบอะไรมากนัก แต่ในทางตรงกันข้ามหากพิจารณาให้ดี ก็อยากจะชี้ว่า หากนโยบายกำหนดให้มีการเรียนการสอนตลอดทั้งปีนั้น บรรดาครูผู้สอนจะเอาเวลาไหนมาทำงานต่าง ๆ ดังที่กล่าวไว้ในข้างต้น

ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในปัจจุบัน งานเอกสารเริ่มมีมากขึ้นทุกวัน เทียบเท่าโรงเรียนใหญ่ ๆ หรืออาจมากกว่าเสียด้วยซ้ำ ปัญหาคือในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กนั้นถือว่าไม่มีผู้บริหาร หรือบุคลากรอื่น ๆ เช่น ผู้อำนวยการโรงเรียน นักการภารโรง เจ้าหน้าที่การเงิน เจ้าหน้าที่ธุรการ ดังนั้น งานต่าง ๆ ที่มีจึงตกเป็นภาระของครูเพียงไม่กี่คน ยิ่งบางแห่งมีครูแค่คนหรือสองคน คำถามคือ จะให้พวกเขาเอาเวลาส่วนไหนทำงานเหล่านี้ และจะเอาเวลามาทุ่มเทกับการดูแลเด็กเต็มที่อย่างเช่นในอดีตได้อย่างไร และด้วยงานเอกสารที่มากมายนี้ ทำให้บางครั้งอยากเปลี่ยนชื่อจากคำว่า “ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก” เป็น “ศูนย์พัฒนาเอกสารแทนการพัฒนาเด็กเล็ก” ไปเลย

สิ่งที่น่าแปลกใจคือแม้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจะมีคู่มือการดำเนินที่เรียกว่า “มาตรฐานการดำเนินงานของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” มาเพื่อประกอบการดำเนินงานแล้วก็ตาม แต่ก็พบว่าในทางปฏิบัตินั้นมีหลายอย่างที่เป็นไปได้ยาก และนโยบายบางอย่างที่ออกมาก็ขัดแย้งกับสิ่งที่ระบุในคู่มือ และมีอะไรอีกมากมายที่ไม่ชัดเจนอีกด้วย

นอกจากนี้ ผอ.กองการศึกษา ยังกล่าวทิ้งท้ายอีกว่า “จากประสบการณ์ในการทำงานที่ได้คลุกคลีมากับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตั้งแต่ช่วงก่อนการถ่ายโอนจนถึงปัจจุบันพบว่าในทางปฏิบัติแล้ว มีหลายสิ่งที่ยังขาดความชัดเจนและขาดความเอาใจใส่ จนถึงขาดความเป็นธรรมและขาดขวัญกำลังใจ จึงเกิดเป็นความห่วงกังวลว่า จากความไม่ชัดเจนเหล่านี้อาจจะนำมาซึ่งปัญหาต่าง ๆ อย่างไม่สิ้นสุด หากยังไม่มีการแก้ไขปัญหาด้วยการรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้ปฏิบัติจริงว่าพวกเขาประสบปัญหาในเรื่องใดบ้างก่อนที่จะมอบงานหรือมอบนโยบายออกมา โดยไม่ศึกษาให้กระจ่างในพื้นฐานของความเป็นจริงที่มีอยู่ในปัจจุบัน”

 

 

แจ้งข่าว..คลิกที่นี่