Expedia

’ไลฟ์การ์ด’ ด่านป้องกันแรกและความช่วยเหลือสุดท้ายเหตุ นทท.จมน้ำภูเก็ต

ภูเก็ต - ในปีนี้ (2568) มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเสียชีวิตจากการจมน้ำบริเวณชายหาดต่าง ๆ ในภูเก็ตแล้วอย่างน้อย 14 ราย โดยที่ไม่มีหน่วยงานใดเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบในเรื่องนี้

ณัฏฐ์นรี ลิขิตวัฒนสกุล

วันเสาร์ ที่ 18 ตุลาคม 2568, เวลา 09:00 น.

เพราะทั้ง สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดภูเก็ต และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ต่างปฏิเสธความรับผิดชอบในการเก็บสถิติหรือรายงานตัวเลขการจมน้ำเสียชีวิต โดยให้เหตุผลว่าบทบาทหน้าที่ของตนจำกัดอยู่เพียงแค่การประสานงานและการตลาดเท่านั้น ทำให้เจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ดกลายเป็นแนวป้องกันแรก ตัวช่วยสุดท้าย และเป็นเพียงแนวป้องกันเดียวในการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวจากการจมน้ำในจังหวัดภูเก็ต

โดยทางท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดภูเก็ตยอมรับว่า ไม่ได้ทำการเก็บบันทึกสถิติรวมของนักท่องเที่ยวที่จมน้ำจากทุก ๆ หาดในจังหวัดภูเก็ต โดยจะบันทึกเฉพาะกรณีที่ศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (TAC) เข้าไปให้ความช่วยเหลือเท่านั้น

นางรัชดาภรณ์ โออิน ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยกับ The Phuket News ว่า ทางสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดภูเก็ต ไม่มีบทบาทและไม่มีความรับผิดชอบในการรายงานเรื่องนักท่องเที่ยวจมน้ำเสียชีวิต

การยอมรับในข้อเท็จจริงตรงนี้ได้เผยให้เห็นถึงช่องว่างขนาดใหญ่ใของนโยบายของรัฐบาล ในการป้องกันนักท่องเที่ยวจมน้ำ นอกเหนือจากรายงานข่าวเหตุการณ์จมน้ำตามชายหาดแล้ว นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาถึงเกาะแห่งนี้ยังไม่ได้รับคำเตือนล่วงหน้าเกี่ยวกับอันตรายของกระแสน้ำดูด ในช่วงฤดูมรสุมตามชายหาดยอดนิยมของเกาะแห่งนี้เลย

หน้าที่และข้อจำกัดของหน่วยงานรัฐ

หน้าที่ในการรายงานตัวเลขเป็นของตำรวจท่องเที่ยว และเทศบาลท้องถิ่นมีหน้าที่ต้องดูแลเรื่องต่าง ๆ หากต้องการรายละเอียดของผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำสามารถขอได้จากตำรวจ นางรัชดาภรณ์ กล่าว พร้อมทั้งอธิบายเพิ่มเติมว่า ทางสำนักงานฯ ไม่ได้เก็บบันทึกสถิติรวมของนักท่องเที่ยวที่จมน้ำเสียชีวิตทั้งหมดในแต่ละปี ข้อมูลที่มีอยู่จะรวมเฉพาะกรณีที่เจ้าหน้าที่ศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว ในกรณีเข้าไปให้ความช่วยเหลือเท่านั้น

“หากนักท่องเที่ยวเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลหรือเสียชีวิตโดยไม่ได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานของเรา จะไม่มีการเก็บข้อมูล” นางรัชดาภรณ์ กล่าว และยืนยันว่า หน้าที่หลักของสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดภูเก็ต คือการประสานงาน ส่วนบทบาทหลักของศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว คือการอำนวยความสะดวกในการประสานงาน ระหว่างสถานกงสุลและญาติของนักท่องเที่ยวที่ประสบอุบัติเหตุ

"งานนี้รวมถึงการประสานงานเรื่องการส่งศพนักท่องเที่ยวที่เสียชีวิตกลับประเทศด้วย นอกจากนี้ ศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว ยังจัดล่ามเพื่อช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่น ๆ ได้" เธอกล่าว

ในทำนองเดียวกัน เจ้าหน้าที่สำนักงาน ททท. ภูเก็ตระบุว่า ททท. ก็ไม่ได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุ เนื่องจากบทบาทหลักคือการตลาดและประชาสัมพันธ์ และหน่วยงานจะรวบรวมเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวเท่านั้น อย่างไรก็ตามไม่มีคำอธิบายเกี่ยวกับมาตรการที่ ททท. ใช้ (ถ้ามี) เพื่อเตือนนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับสภาวะที่เป็นอันตราย และมักนำไปสู่การเสียชีวิตตามชายหาดภูเก็ตในช่วงมรสุม (ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม) ในแต่ละปี

ศรชล. ภาค 3

อย่างไรก็ตาม นาวาเอกพิเชษฐ์ ทองตัน ผู้อำนวยการกองสารนิเทศ / โฆษก ศรชล.ภาค 3 เปิดเผยกับ The Phuket News ว่า เป็นความรับผิดชอบของสำนักงาน ททท. ในการรวบรวมและรายงานเหตุการณ์นักท่องเที่ยวจมน้ำตามชายหาดในภูเก็ต ซึ่งทางตำรวจน้ำจะรวบรวมเฉพาะสถิติโดยรวมของอุบัติเหตุทางน้ำ ไม่ว่าจะเป็นเรือประมงหรืออุบัติเหตุอื่น ๆ เมื่อเกิดอุบัติเหตุกับนักท่องเที่ยว จากนั้นก็จะประสานงานและรายงานข้อมูลไปยัง ททท.

"สำนักงาน ททท. มีหน้าที่ต้องรายงานและได้รับมอบหมายเป็นพิเศษให้รวบรวมข้อมูลการจมน้ำของนักท่องเที่ยว ผมทราบว่า ททท. ที่จังหวัดกระบี่เพิ่งรายงานสถิติการจมน้ำไป แล้วทำไมภูเก็ตถึงไม่รายงาน ที่จริงแล้วทางหน่วยงานมีหน้าที่รวบรวมรายงานเพื่อส่งไปยังกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา” น.อ.เอกพิเชษฐ์ กล่าวเพิ่มเติม

สถิติจากตำรวจท่องเที่ยว

แหล่งข้อมูลที่ดีที่สุดเกี่ยวกับสถิติการจมน้ำในภูเก็ตที่ The Phuket News สามารถหาได้มาจากตำรวจท่องเที่ยว ซึ่งยืนยันว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนกันยายนปีนี้ มีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำ 14 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 14 ราย ที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจากเหตุการณ์จมน้ำในภูเก็ต

ผู้เสียชีวิตรวม 14 ราย ประกอบด้วยชาวอเมริกัน 3 ราย, ชาวออสเตรเลีย 1 ราย, ชาวอิตาลี 1 ราย, ชาวอัลเบเนีย 1 ราย, ชาวญี่ปุ่น 1 ราย, ชาวคูเวต 1 ราย, ชาวซาอุดีอาระเบีย 1 ราย, ชาวแคนาดา 1 ราย, ชาวสวีเดน 1 ราย, ชาวรัสเซีย 1 ราย, ชาวบาห์เรน 1 ราย และชาวจีน 1 ราย

ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส และต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจากเหตุการณ์จมน้ำ มีรวม 14 ราย โดยรวมถึงชาวคาซัคสถาน 4 ราย, ชาวรัสเซีย 2 ราย และชาวบาห์เรน 1 ราย

เดือนสิงหาคมเป็นเดือนที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด โดยมีผู้เสียชีวิตถึง 5 ราย ในเดือนเดียว

ปีที่แล้ว (2567) ภูเก็ตมีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำรวม 20 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอีก 31 ราย โดยเดือนพฤษภาคมเป็นเดือนที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงสุด 12 ราย และเข้ารักษาในโรงพยาบาล 6 ราย

ดูแลตัวเอง

การจัดหาเงินทุนและการสนับสนุนเจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ดตามชายหาดในภูเก็ตตกอยู่ในสภาพที่ไม่มั่นคงและไร้ระเบียบ นับตั้งแต่ปลายปี 2560 เมื่อ นายนรภัทร ปลอดทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตในขณะนั้น ได้มีคำสั่งให้เทศบาลท้องถิ่นเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดจ้างและให้ทุนสนับสนุนเจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ดในพื้นที่ของตนเอง คำสั่งดังกล่าวถูกมอบหมายลงมาด้วยความหวังที่จะยุติเรื่องราวเกี่ยวกับการทุจริตในวิธีการให้สัมปทานจ้างไลฟ์การ์ดแก่บริษัทเอกชน และมูลค่าของสัญญา

ก่อนคำสั่งของผู้ว่าฯ นรภัทรในปี 2560 องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต (อบจ.) เป็นผู้รับผิดชอบในการให้ทุนและจัดหาเจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ดในจังหวัดภูเก็ต อย่างไรก็ตาม คำสั่งนั้นต้องแลกมาด้วยราคาที่สูงลิ่ว เนื่องจากขาดการจัดหาเงินทุนและการสนับสนุนที่เหมาะสม อัตราการเสียชีวิตจากการจมน้ำตามชายหาดในภูเก็ตจึงเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายในระยะเวลา 12 เดือน

สนับสนุนไลฟ์การ์ด

นายเทมส์ ไกรทัศน์ นายกเทศมนตรีตำบลราไวย์ กำลังหวังที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง เพื่อปรับปรุงการสนับสนุนเจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ดที่ปฏิบัติหน้าที่ตามชายหาดในเขตพื้นที่ตำบลราไวย์ ซึ่งได้แก่ หาดในหาน หาดยะนุ้ย และเกาะราชา โดยการแต่งตั้งให้เจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ดเหล่านี้เป็นพนักงานประจำของเทศบาล

แม้จะมีสัญญาณเตือนและเสียงนกหวีดดังอยู่ตลอดเวลา แต่นักท่องเที่ยวจำนวนมากก็กลับลงไปในน้ำ และทำพฤติกรรมเดิมซ้ำอีก ทันทีที่เจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ดหันหลังให้ นายกเทศมนตรีตำบลราไวย์ กล่าว

นายเทมส์กล่าวอีกว่า ปัญหาอีกอย่างคือนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากเชื่อว่าตนเองเป็นนักว่ายน้ำที่เก่งกาจ แต่ไม่ตระหนักว่าพื้นที่หลายแห่งของภูเก็ตมีกระแสน้ำดูดซึ่งอันตรายมาก เมื่อนักท่องเที่ยวเจอกระแสน้ำดูด ไม่ว่าจะเป็นนักว่ายน้ำที่เก่งแค่ไหน ถ้าลงไปในกระแสน้ำก็จะถูกดึงออกไปจากฝั่ง

"เทศบาลตำบลราไวย์ตั้งใจที่จะเพิ่มจำนวนบุคลากรและจุดรับผิดชอบ ปัจจุบันหาดในหานมีเจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ด 8 นาย และกำลังวางแผนเพิ่มเป็น 11 นาย แต่เราไม่สามารถรับประกันได้ว่าจำนวนนี้จะเพียงพอ เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ" เขากล่าว

ความกังวลอีกประการหนึ่งของนายกราไวย์คือ ‘ข้อจำกัดด้านงบประมาณ’ ค่าใช้จ่ายประจำปีสำหรับไลฟ์การ์ดของเทศบาลตำบลราไวย์อยู่ที่ประมาณ 8-9 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณที่ใช้ในการว่าจ้างบริษัทภายนอก หากเราต้องการเพิ่มจำนวนบุคลากรอย่างเต็มที่ งบประมาณสำหรับการสร้างถนนก็จะถูกตัดออกไป

การเพิ่มอำนาจทางกฎหมาย

"ผมตั้งใจที่จะเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงาน โดยเปลี่ยนมาให้เทศบาลตำบลราไวย์ดูแลโดยตรง ภายหลังช่วงการเปลี่ยนผ่านสองเดือน เจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ดจะเป็นลูกจ้างโดยตรงของเทศบาล และเทศบาลจะเป็นผู้จัดการอุปกรณ์ทั้งหมด"

"เหตุผลหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนี้คือ เหตุการณ์ที่นักท่องเที่ยวทำร้ายไลฟ์การ์ด ทำให้เทศบาลไม่มีอำนาจเต็มที่ในการดูแลพวกเขา ดังนั้นเราจึงต้องการกำกับดูแลบุคลากรเหล่านี้โดยตรง เพื่อให้การสนับสนุนและความช่วยเหลืออย่างเต็มที่" นายเทมส์ กล่าวเสริม

“ประโยชน์อีกประการหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนี้คือ การที่นักท่องเที่ยวทำร้ายเจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ด เช่น กรณีที่นักท่องเที่ยวชาวคูเวตทำร้ายไลฟ์การ์ดที่หาดในหานเมื่อเดือนสิงหาคม จะไม่ถือว่าเป็นการทำร้ายลูกจ้างทั่วไปของบริษัทไทยอีกต่อไป แต่จะเป็นการทำร้ายเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลไทย ซึ่งจะนำมาซึ่งผลทางกฎหมายในทันที”

ไลฟ์การ์ดหาดกะรน

นายวินัย แทนบุญ หัวหน้าไลฟ์การ์ด หาดกะตะน้อย-หาดกะตะใหญ่-หาดกะรน-หาดฟรีด้อม กล่าวว่า ชายหาดกะรนมีความยาว 3 กิโลเมตร มีเจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ดประจำการอยู่เพียง 20 กว่าคน โดยประจำห่างกัน 500 เมตร ซึ่งถือว่า ไม่เพียงพอสำหรับนักท่องเที่ยวนับหมื่นคนที่มาเยือนในแต่ละวัน

เขากล่าวว่า เหตุการณ์จมน้ำส่วนใหญ่มักจะเชื่อมโยงกับนักท่องเที่ยวที่ลงเล่นน้ำหลังดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้กัญชา ซึ่งมักเกิดขึ้นหลังเวลา 19.00 น. การฝ่าฝืนธงแดงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลา "แม้จะปักธงแดงไว้ประมาณเจ็ดจุด ผู้คนก็ยังคงลงเล่นน้ำ"

นายวินัยชี้ว่า หากไม่มีไลฟ์การ์ด อาจมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อยวันละ 5 คน เฉพาะที่หาดกะรน มีการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากกระแสน้ำดูด วันละ 3-4 คน โดยได้มีการช่วยเหลือรวมกว่า 30-40 ครั้งในเดือนที่ผ่านมา

"ปัญหาด้านความปลอดภัยทั้งหมดมาจบลงที่เจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ด ไม่มีหน่วยงานในจังหวัดใดที่เคยให้ความสำคัญกับการทำงานของไลฟ์การ์ดอย่างจริงจัง ทุกคนเห็นนักท่องเที่ยวละเลยธงแดง แต่ไม่มีการดำเนินการใด ๆ เพื่อลดการเสียชีวิตจากการจมน้ำ" เขากล่าวและเสริมว่า ททท. เจ้าหน้าที่จังหวัด และโรงแรม ต่างล้มเหลวในการประชาสัมพันธ์ด้านความปลอดภัยทางทะเล “สนามบิน โรงแรม และมัคคุเทศก์ต้องให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยวตั้งแต่วินาทีที่พวกเขาเดินทางมาถึง ควรสั่งห้ามเล่นน้ำในช่วงฤดูมรสุม หรืออย่างน้อยก็กำหนดให้ต้องสวมเสื้อชูชีพ" นายวินัย เสนอแนะ

ไลฟ์การ์ดหาดสุรินทร์

นายวิรุฬ เชื้อสมัน หัวหน้าไลฟ์การ์ด หาดสุรินทร์-บางเทา กล่าวว่าปัญหาที่แท้จริงคือ การขาดข้อมูลด้านความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว ก่อนที่พวกเขาจะเดินทางมาถึง

"ผมไม่เคยเห็นหน่วยงานจังหวัด โรงแรม หรือสนามบิน ให้คำแนะนำหรือวิดีโอที่เหมาะสมเกี่ยวกับฤดูมรสุม ธงแดง หรือข้อควรระวังเลย” เขากล่าว

“ตลอด 20 ปีที่ทำงานเป็นไลฟ์การ์ด ผมไม่เคยเห็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงหรือ ส.ส. ให้ความสำคัญกับประเด็นของไลฟ์การ์ดเลย โดยเฉพาะ ททท.ภูเก็ต ที่มีหน้าที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว"

นายวิรุณกล่าวเสริมว่า โครงการไลฟ์การ์ดถูกแบ่งการดูแลไปให้หน่วยงานท้องถิ่นหลายแห่ง ทำให้เกิดปัญหางบประมาณไม่เท่าเทียมกันและการขาดแคลนเจ้าหน้าที่

"ผมขอเสนอให้โอนการจัดการกลับคืนสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์ งบประมาณ และการปฏิบัติงานพร้อมอยู่เสมอ"

"แทนที่จะเสียเงินไปกับการดูงานในต่างประเทศ งบประมาณควรถูกนำมาใช้เพื่อฝึกอบรมทีมไลฟ์การ์ดชุดใหม่ ในขณะเดียวกัน เงินหลายล้านบาทถูกใช้ไปกับไฟอุโมงค์ และ ’ระเบียงกระจก’ ของหาดสุรินทร์ ซึ่งสร้างรอยแผลให้กับความงามตามธรรมชาติของชายหาดไปแล้ว" เขากล่าวทิ้งท้าย





 

 

แจ้งข่าว..คลิกที่นี่