สอบสวน สภ.ฉลอง (ทั้งนี้เบอร์โทรดังกล่าวได้อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วประเทศ เพื่อที่จะทำการหลอกหลวงผู้เสียหายให้โอนเงิน)
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการตรวจสอบประวัติของนายพงษ์พัฒน์ ผลการตรวจสอบไม่ปรากกฎว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดใด เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้จัดทำข้อมูลและได้ทำการสืบสวนจนทราบว่า นายพงษ์พัฒน์ฯ ได้เป็นมิจฉาชีพทำการอ้างว่าเป็นตำรวจเพื่อที่จะรีดไถเงินผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้จัดทำรายงานสืบสวนเพื่อที่จะขอศาลจะหวัดภูเก็ตออกหมายจับนายพงษ์พัฒน์ฯ จำนวน 3 คดี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.68 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการจับกุมตัวนายพงษ์พัฒน์ตามหมายจับของศาลจังหวัดภูเก็ต ในข้อหา “ฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นผู้อื่น” จำนวน 3 หมายจับ สถานที่จับกุม เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี พร้อมทั้งพยานหลักฐานคือ สมุดบัญชีธนาคาร ชื่อบัญชี นายพงษ์พัฒน์ บุญชุม เลขที่บัญชีธนาคาร 45xxxxx290 จำนวน 1 เล่ม เจ้าหน้าตำรวจทำการสืบสวนขยายผลจนทราบว่า เมื่อประมาณเดือน ก.พ. 2568 นายพงษ์พัฒน์ได้ถูกคุมตัวอยู่ในเรือนจำสมุยและได้รู้จักกับ นายสุชาติ หรือบ่าว จนมีความสนิทสนมกันเป็นอย่างดี ภายหลังจากทั้งคู่พ้นโทษออกมาในเดือน ก.ย. 2568 นายสุชาติฯ ได้ติดต่อมาหาตนผ่านทางโทรศัพท์หมายเลข 084-1054732 (เบอร์โทรศัพท์หมายเลข เดียวกันกับที่ใช้มาหลอกลวงผู้เสียหาย) รูปแบบการกระทำความผิด นายพงษ์พัฒน์มีหน้าที่รับโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารทหารไทยธนชาตของตนเอง เมื่อมีเงินโอนเข้ามานายสุชาติจะเป็นผู้โทรศัพท์สั่งการให้นายพงษ์พัฒน์ฯ โอนเงินต่อไปยังบัญชีปลายทาง (บัญชีที่ 2) ของ น.ส.สุพัตรา ธนาคารออมสิน เลขที่บัญชี 20xxxxxx839 ทันที โดยนายพงษ์พัฒน์ยอมรับว่าได้กระทำลักษณะนี้มาตั้งแต่เดือน ก.ย. 2568 ถึงสิ้นเดือน พ.ย. 2568 รวมระยะเวลาประมาณ 2-3 เดือน มีการรับโอนเงินจำนวนประมาณ 80 ครั้ง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 900,000 บาท และได้รับผลตอบแทนเป็นเงินส่วนแบ่งครั้งละ 100 ถึง 2,000 บาทตามแต่ครั้ง
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนขยายผลและจัดทำพยานหลักฐานจนกระทั้งศาลจังหวัดภูเก็ตได้ทำการออกหมายจับ น.ส.สุพัตรา และ นายสุชาติ จำนวน 3 คดี ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น”
จากนั้นเมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ได้ตรวจสอบและทำการสืบสวนจนทราบว่า น.ส.สุพัตรา และ นายสุชาติ อยู่พื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เดินทางไปตรวจสอบ จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการจับกุมตัว น.ส.สุพัตรา และนายสุชาติ ตามหมายจับศาลจังหวัดภูเก็ต ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น” จำนวน 3 หมายจับ และได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อที่จะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป



