สืบเนื่องจากเมื่อปี 2550 นายเกษตรฯ ผู้เสียหาย ได้ทราบว่านางประไพพัฒน์ฯ ภรรยาของตน แอบคบหากับนายจรูญฯ ชู้รัก จึงเข้าไปต่อว่าจนเกิดปากเสียงกัน ต่อมาภรรยาและชู้รักได้ร่วมกันวางแผนโทรศัพท์ล่อลวงผู้เสียหายออกมาพบเพื่อทำทีไกล่เกลี่ยปัญหา แต่ระหว่างทางเกิดการโต้เถียงกันอีกครั้ง นายจรูญฯ จึงใช้เท้าถีบรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายจนล้มลง แล้วใช้อาวุธมีดแทงและปาดเข้าที่บริเวณลำคอ
โดยมีนางประไพพัฒน์ฯ ช่วยจับมัดร่างกายผู้เสียหายไว้เพื่อความสะดวกในการลงมือ เมื่อเข้าใจว่าผู้เสียหายเสียชีวิตแล้วจึงร่วมกันหลบหนีไป แต่ผู้เสียหายได้รับการช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาลจนพ้นขีดอันตราย ต่อมาเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวชู้รักดำเนินคดีจนพ้นโทษแล้ว แต่นางประไพพัฒน์ฯ ยังคงหลบหนีคดีเรื่อยมานานกว่า 19 ปี โดยย้ายที่พักและที่ทำงานไปทั่วประเทศ
กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบทราบว่าผู้ต้องหาหนีมาซ่อนตัว และอาศัยหลับนอนอยู่บนรถบรรทุกสิบล้อของบริษัทขนส่งย่านรองเมือง ซึ่งมีสามีคนปัจจุบันเป็นคนขับรถ เพื่อยากต่อการติดตามตัว เจ้าหน้าที่จึงวางแผนเฝ้าสังเกตการณ์และจับกุมตัวไว้ได้ นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.หนองตรุด ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าตนอยู่ในเหตุการณ์จริงแต่ไม่ได้ร่วมลงมือก่อเหตุ
ผลการปฏิบัติภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป., พ.ต.อ.อนุสรณ์ ทองไสย รรท.ผกก.6 บก.ป. ได้สั่งการให้ พ.ต.ต.จอมพฤทธิ์ แก้วเรือง สว.กก.6 บก.ป. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดจับกุม กก.6 บก.ป. ดำเนินการ



