“พระใหญ่” จุดชมวิวอันเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว จุดหมายปลายทางที่จะได้ขึ้นไปชมองค์พระพุทธรูปขนาดใหญ่สีขาวซึ่งตั้งสง่างามตระหง่านอยู่บนยอดเขานาคเกิดที่อยู่ระหว่างฉลองและกะตะ สามารถมองเห็นได้จากระยะไกลหลายกิโลเมตร เตรียมเปิดให้สาธารณชนเข้าชมอีกครั้ง โดยผู้ดูแลและและบริหารจัดการพระใหญ่ คือ มูลนิธิพระพุทธมิ่งมงคลศรัทธา ๔๕ อ้างว่าได้ “ยุติข้อพิพาท” กับ สำนักงานป่าไม้จังหวัดภูเก็ต ในข้อพิพาทการบุกรุกที่ดินที่ดำเนินมายาวนาน
“พระใหญ่เปิดแน่นอน รอหน่อย อีกไม่นานเเล้ว ฝรั่งเดือดร้อนเยอะเลย ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะเปิดเมื่อไหร่ เเต่จะกลับมาเปิดให้บริการแน่นอน” นายสุพร วนิชกุล ประธานมูลนิธิพระพุทธมิ่งมงคลศรัทธา ๔๕ เปิดเผยกับ The Phuket News
เคลียร์แล้ว
“เพราะตอนนี้มีการเคลียร์กันระหว่างป่าไม้และมูลนิธิฯ เเล้วในเรื่องของรุกล้ำพื้นที่ คดีเสร็จไปเรียบร้อยเเล้ว จบเเล้ว” เขากล่าวยืนยัน
สืบเนื่องจากหนึ่งสัปดาห์หลังเกิดเหตุ นายสรศักดิ์ รณะนันท์ ผอ.ศูนย์ป่าไม้จังหวัดภูเก็ต ได้นำเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่พระใหญ่ติดป้ายตรวจยึดพื้นที่ 5 ไร่เศษ จำนวน 3 จุด เพื่อประกาศห้ามบุคคลใด เข้ายึดถือครอบครองในพื้นที่ดังกล่าว หลังเข้าแจ้งความที่ สภ.กะรน และ พ.ต.ท.เอกศักดิ์ ขวัญหวาน สว. (สอบสวน) สภ.กะรน จ.ภูเก็ต ได้ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหานายสุพร ในฐานะนิติบุคคล และในฐานะส่วนตัว ว่ากระทำผิดฐาน “ร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือครอบครองป่าฯ” ซึ่งในชั้นสอบสวนผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
“ยังไม่เคลียร์”
อย่างไรก็ตาม นายสรศักดิ์ ยืนยันหนักแน่นกับ The Phuket News ว่าคดีดังกล่าว “ยังไม่เสร็จสิ้น”
“ผมไม่ทราบว่าเขาจะพูดแบบนั้นได้อย่างไร เนื่องจากเรา (ศูนย์ป่าไม้ภูเก็ต) ได้ตรวจยึดที่ดินจำนวน 5 ไร่ (ที่มูลนิธิฯ ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างโดยผิดกฎหมาย) นายสุพรจึงตกเป็นผู้ต้องสงสัยในเวลานั้น การดำเนินงานของพระใหญ่ได้ถูกส่งมอบให้กับสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดภูเก็ตแล้ว”
ผอ.ศูนย์ป่าไม้จังหวัดภูเก็ต เน้นย้ำว่าขณะนี้มูลนิธิฯ ไม่สามารถดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับพระใหญ่หรือบนพื้นที่ป่าเทือกเขาเกิด ทุกกรณี
เนื่องจากสำนักงานเจ้าคณะจังหวัดภูเก็ต วัดมงคลนิมิต พระอารามหลวง โดย พระอุดมวชิรมงคล เจ้าคณะจังหวัดภูเก็ต ส่งหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 31 ส.ค. 67 ถึง พระครูวิสุทธิ์กิตติยาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดกิตติสังฆาราม เรื่อง “ให้หยุดดำเนินการสิ่งปลูกสร้างและหยุดดำเนินการใด ๆ บนพื้นที่ป่าเทือกเขาเกิดทุกกรณี”
อย่างไรก็ตาม นายวสันต์ สังข์ศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดภูเก็ต ปฏิเสธที่จะตอบคำถามใด ๆ ของ The Phuket News เกี่ยวกับกรณีการดำเนินงานของจุดชมวิวพระใหญ่ในฐานะศาสนสถาน และไม่สามารถให้ข้อมูลใด ๆ เกี่ยวกับการดำเนินงานด้านการเงินของจุดชมวิวพระใหญ่อีกด้วย
ปฏิเสธความรับผิดชอบ
นายสุพรปฏิเสธในการรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ดินโคลนถล่มคร่า 13 ชีวิต สร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ภายในถนนปฏัก ซอย 2 ต.กะรน อ.เมือง จ.ภูเก็ต กว่า 50 ครัวเรือนและมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 19 คน เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ซึ่งหลังเกิดเหตุทางญาติของผู้เสียหายได้รวมตัวแจ้งความเอาผิดมูลนิธิพระใหญ่ เพราะเชื่อว่าการสร้างพระใหญ่ของมูลนิธิฯ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดดินโคลนสไลด์จนทำให้มีผู้เสียชีวิต
“ในส่วนข้อหาประมาทที่ สภ.กะรน เรื่องของ 13 คนที่ตายจากดินถล่ม ผมขอพูดตรงนี้เลยว่าเราไม่ได้ผิด ทุกอย่างสอบสวนและว่าไปตามขั้นตอน มันเป็นเรื่องของธรรมชาติ ฝนตก ภัยพิบัติ เราไม่ได้ไปทำให้ฝนมันตกลงมานี่ มันเป็นเรื่องของภัยธรรมชาติและเราก็ไม่ได้ผิด” นายสุพร กล่าว
นายสุพรลดความสำคัญของ ‘พระใหญ่’ ในฐานะแหล่งท่องเที่ยว และเลือกที่จะเน้นย้ำถึงความสำคัญทางจิตวิญญาณ
“โดยปกติพระใหญ่ก็จะมีคนเข้ามาเยี่ยม มาสักการะเยอะมากในเเต่ละวัน ซึ่งอยู่เเล้วประมาณพันคนต่อวัน หรือมากกว่านั้นอีก ซึ่งหลัก ๆ จะมีชาวเมียนมาเยอะ ส่วนใหญ่เขามานั่งสมาธิ สิ่งที่เขามา เขาประทับใจที่เราเอาหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์มาเผยเเพร่ เป็นที่พึ่งทางใจของนักท่องเที่ยวหลาย ๆ คนที่มาสักการะ” ประธานมูลนิธิฯ อธิบาย
นอกจากนี้เขายังไม่พูดถึงเงินบริจาคที่มูลนิธิฯ ได้รับจากผู้เยี่ยมชมพระใหญ่ ซึ่งคาดว่ามีมูลค่าหลายล้านต่อปี แม้ว่ากฎหมายจะกำหนดให้มูลนิธิที่จดทะเบียนทั้งหมดต้องเปิดเผยการดำเนินงานทางการเงินต่อสาธารณะ
“ในส่วนเรื่องเงินที่บริจาคเข้ามาผมก็ไม่แน่ใจ ผมไม่ทราบ เราไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการเงินครับ เราทำตรงนี้คนที่เขาบริจาคมา เขาให้ด้วยใจและศรัทธาครับเงินมันไม่ใช่ปัจจัยหลักอยู่เเล้ว” เขากล่าว “ผมขอไม่พูดเรื่องนี้ดีกว่า เเต่ยังไงก็ยืนยันว่ามันเป็นเงินที่ได้มาจากความศรัทธา และประสงค์สมัครใจที่จะบริจาคเข้ามาทั้งหมด” นายสุพร กล่าว
ทั้งนี้ นายสุพรปฏิเสธที่จะให้รายงานทางการหลายต่อหลายครั้ง และ The Phuket News ก็ยังไม่ได้รับการยืนยันหรือมีบันทึกใด ๆ ที่เปิดเผยต่อสาธารณะเกี่ยวกับรายละเอียดว่า “พระใหญ่” ได้รับเงินบริจาคเท่าไรและเส้นทางการเงินเป็นไปอย่างไร
เมื่อเดือนที่แล้ว พ.ต.ท. เอกศักดิ์ ขวัญหวาน สว.(สอบสวน) สภ.กะรน กล่าวกับ The Phuket News ว่า การก่อสร้างผิดกฎหมายที่จุดชมวิวพระใหญ่ ไม่ถือเป็นสาเหตุหลักของดินถล่มที่กะตะอีกต่อไป พร้อมระบุว่าเหตุที่เกิดขึ้นนั้นไม่เข้าข่ายที่จะฟ้องร้องในฐานความผิด ประมาทเป็นเหตุให้คนตายและทรัพย์สินเสียหายได้
พ.ต.ท.เอกศักดิ์ กล่าวว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีเทคนิคจากกรมทรัพยากรธรณี ระบุว่า เหตุการณ์ดินถล่มครั้งนี้เป็นภัยธรรมชาติ เกิดขึ้นได้ในพื้นที่เสี่ยงภัยสูง เนื่องจากเป็นพื้นที่ลาดชัน ไม่มั่นคง และมีฝนตกหนัก และเนื่องจากสาเหตุจากธรรมชาติหลายประการทำให้เกิดเหตุขึ้น ตำรวจจึงไม่มองว่าเป็นความประมาทอีกต่อไป และไม่มีผู้ต้องรับผิดชอบที่ชัดเจน
การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไป
ในขณะเดียวกัน คดีนี้ยังไม่จบในสายตาของชาวบ้านในพื้นที่และนักเคลื่อนไหวทางกฎหมาย สมาคมทนายความภูเก็ตกำลังเตรียมฟ้องแพ่งในนามของเหยื่อ เนื่องจากไม่พอใจที่ตำรวจไม่ดำเนินการใด ๆ
นางรุ่งนภา พุฒแก้ว ประธานสภาทนายความจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นตัวแทนทางกฎหมายที่ทำงานร่วมกับผู้ได้รับผล กระทบกล่าวว่า คดีแพ่งและคดีอาญาของมูลนิธิฯ ยังคงดำเนินอยู่
“คดีความของชาวบ้านในพื้นที่ยังไม่สิ้นสุด สภาทนายความได้ส่งหนังสือถึงศาลแพ่งเพื่อขอให้มีการสอบสวนแล้ว” เธอกล่าว “นอกจากนี้ เมื่อสองเดือนก่อน เราได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ ศูนย์ดํารงธรรมจังหวัดภูเก็ต เพื่อขอให้ตรวจสอบบันทึกทางการเงินและรายได้ของมูลนิธิฯ แต่ยังไม่ได้รับคำตอบใด ๆ” นางรุ่งนภา กล่าวเสริม
ประธานสภาทนายความจังหวัดภูเก็ต แสดงความกังวลว่าบางหน่วยงานอาจจะยอมผ่อนปรนให้กับมูลนิธิฯ
“ตำรวจและราชการหน่วยงานอื่น ๆ ต่างก็อาจจะเอียงไปทางมูลนิธิฯ แต่คดีอาญายังคงดำเนินอยู่ เราได้ยื่นเรื่องต่อศาลและแนะนำให้ผู้เสียหายรอฟังความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม”
นางรุ่งนภา กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมดูแลคดีแล้ว เพื่อช่วยประเมินสถานการณ์และให้ความเห็นอย่างมืออาชีพ เกี่ยวกับสาเหตุของดินถล่มและความรับผิดชอบทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ในขณะที่ขวัญกำลังใจของชาวบ้านเริ่มลดน้อยลง แต่เธอให้คำมั่นว่าจะสู้คดีต่อไป
“ชาวบ้านตอนนี้อ่อนเเรงมาก เริ่มจะถอดใจกันเเล้ว ตอนนี้เลยเหลือไม่มาก ค่าธรรมเนียมศาลก็มี และกลัวว่าทำไปจะไม่ได้อะไร ทางสภาทนายเองก็การันตีไม่ได้ว่าจะสำเร็จ เเต่เราก็จะทำเต็มที่” เธอกล่าว “กฎหมายยังไม่ปิดตาย ไม่ได้สิ้นหวังเสียทีเดียว เรายังสามารถฟ้องต่อศาลได้ เราจะทำอย่างดีที่สุดจนกว่าจะถึงที่สุด”
และแม้ว่าจะมีการดำเนินการผลักดันให้มีการเปิดพื้นที่ได้อีกครั้ง ทางด้านประธานสภาทนายความฯ เตือนว่าหน่วยงานของรัฐควรจะดำเนินการด้วยความระมัดระวัง “ถ้าพวกเขาเปิดก็ปล่อยให้พวกเขาเปิด แต่คดียังไม่จบ และเจ้าหน้าที่ควรตระหนักว่ายังมีความเสี่ยงทางกฎหมายอยู่” นางรุ่งนภา กล่าวทิ้งท้าย



