วันนี้ (4 มี.ค. 2569) นางสาววรนิษฐ์ อภิรัฐจินวงษ์ พาณิชย์จังหวัดภูเก็ต มอบหมายให้ นางสาวสุพรรษา ช่วยชนะ หัวหน้ากลุ่มกำกับและพัฒนาเศรษฐกิจการค้า นำเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ร่วมกับสำนักงานสาขาชั่งตวงวัดเขต 3-3 ภูเก็ต ลงพื้นที่สถานีบริการน้ำมันต่าง ๆ ในเขตอำเภอเมืองภูเก็ต เพื่อตรวจสอบสถานการณ์การจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง
จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าสถานีบริการน้ำมันเชลล์ และคาลเท็กซ์ ยังคงมีน้ำมันจำหน่ายตามปกติทุกประเภท ขณะที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท., บางจาก และพีทีพบว่าน้ำมันบางชนิด อาทิ แก๊สโซฮอล์ 95, 91, อี 20 และน้ำมันดีเซล มีปริมาณน้ำมันหมดชั่วคราวในบางสาขา ซึ่งทางผู้ประกอบการชี้แจงว่าอยู่ระหว่างรอการขนส่งมาเติมปริมาณน้ำมันให้เพียงพอต่อความต้องการ
การตรวจสอบด้านราคาพบว่า สถานีบริการน้ำมันทุกรายมีการปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายปลีกหน้าสถานีและราคาตรงกับหัวจ่ายอย่างชัดเจน โดยบรรยากาศการจำหน่ายโดยทั่วไปยังเป็นปกติ ไม่พบพฤติกรรมการกักตุนสินค้าแต่อย่างใด
ทั้งนี้ หัวหน้ากลุ่มกำกับและพัฒนาเศรษฐกิจการค้า ได้เน้นย้ำและกำชับให้ผู้ประกอบการห้ามฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยเด็ดขาด รวมถึงต้องปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ฉบับที่ 68 ปี 2568 เรื่องการแสดงราคาจำหน่ายปลีกอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้บริโภคในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต
และในวันเดียวกันนี้ (4 มี.ค. 69) รัฐบาลได้ประชาสัมพันธ์เตือนผู้ประกอบการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าโดยไม่มีเหตุอันควร มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก สินค้ายังมีเพียงพอ
นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด สั่งการให้ทุกหน่วยงานเตรียมมาตรการรับมือในส่วนที่เกี่ยวข้องของแต่ละหน่วยงาน โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคและสิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน จะต้องมีอย่างเพียงพอ ร้านค้าผู้ประกอบการจะต้องไม่ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า จะต้องปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและบริการอย่างชัดเจน ถูกต้อง และครบถ้วนตามกฎหมาย
“ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก จากการตรวจสอบของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ พบว่าสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีเพียงพอ และยังไม่พบปัจจัยที่จำเป็นต้องปรับขึ้นราคา โดยรัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่ฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชน“
หากตรวจพบการกระทำความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายทันที ซึ่งความผิดในการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าโดยไม่เหตุอันควร มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ



