โดยมี นายธีระพงศ์ ช่วยชู รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธาน พร้อมด้วย พ.ต.อ.ภาสกร สนธิกุล รอง ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต นายอัดชา บัวจันทร์ ขนส่งจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วยนายอดูลย์ ระลึกมูล ผู้อำนวยการสำนักงาน เจ้าท่าภูมิภาคสาขาภูเก็ต นายจรัญ ขวัญแก้ว หัวหน้ากลุ่มงานยุทธศาสตร์และการจัดการ ปภ.จังหวัดภูเก็ต หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
ข้อมูลสรุปช่วงควบคุมเข้มข้นระหว่างวันที่ 10–16 เม.ย. พบว่า เกิดอุบัติเหตุรวม 32 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ (แอดมิท) 29 ราย และเสียชีวิต 5 ราย โดย อำเภอเมืองภูเก็ตยังคงมีสถิติสูงสุด 17 ครั้ง (บาดเจ็บ 16 ราย เสียชีวิต 3 ราย) รองลงมาคืออำเภอกะทู้ 9 ครั้ง และอำเภอถลาง 6 ครั้ง ทั้งนี้ แม้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้จะไม่พบผู้เสียชีวิตในกลุ่มชาวต่างด้าว แต่ผู้เสียชีวิตทั้ง 5 รายเป็นคนไทยทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าพฤติกรรมเสี่ยงของผู้ใช้รถใช้ถนนในประเทศยังคงเป็นปัจจัยหลัก โดยสาเหตุสำคัญยังคงมาจากการขับรถเร็ว การดื่มแล้วขับ และการไม่สวมหมวกนิรภัย ขณะที่รูปแบบอุบัติเหตุยังคงเป็นรถจักรยานยนต์สูงถึงร้อยละ 93.76
ในส่วนของผู้บาดเจ็บ พบว่าส่วนใหญ่เป็นคนไทยร้อยละ 55.17 รองลงมาเป็นชาวเมียนมาร์ร้อยละ 20.70 และชาวรัสเซียร้อยละ 6.89 ซึ่งที่ประชุมได้มีการหารือถึงแนวทางการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์เชิงรุกในหลายภาษา ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษารัสเซีย และภาษาพม่า เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
จากข้อมูลเชิงลึกยังคงชี้ว่า อุบัติเหตุส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับรถจักรยานยนต์สูงถึงร้อยละ 93.76 และมีสาเหตุหลักจากพฤติกรรมเสี่ยง ได้แก่ การไม่สวมหมวกนิรภัยร้อยละ 40.35 การขับรถเร็วร้อยละ 33.33 และการดื่มแล้วขับร้อยละ 14.04 โดยช่วงเวลาที่เกิดเหตุสูงสุดยังคงอยู่ในช่วงหลังเที่ยงคืนถึงเช้ามืด
ที่ประชุมได้สะท้อนปัญหาพฤติกรรมนักท่องเที่ยวบางส่วนที่ก่อความรำคาญและกระทบภาพลักษณ์การท่องเที่ยว เช่น การขับขี่โดยไม่คำนึงถึงกฎจราจร การใช้ความเร็วในเขตชุมชน การรวมกลุ่มสร้างความเดือดร้อน และการไม่เคารพกติกาพื้นที่สาธารณะ ซึ่งถูกมองว่าเป็นปัจจัยเสริมที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ โดยที่ประชุมได้มีการหารือถึงมาตรการในการจัดการกับนักท่องเที่ยวที่ก่อความรำคาญหรือสร้างความไม่สงบในพื้นที่ เตรียมเดินหน้าเจาะลึกในรายละเอียด เพื่อกำหนดแนวทางและบทลงโทษที่ชัดเจน มีความจริงจัง และเข้มงวดมากยิ่งขึ้นในระยะต่อไป
สำหรับแนวทางดำเนินงานหลังจากนี้ ทางจังหวัดจะเน้นการกำกับดูแลเชิงพื้นที่ในโซนท่องเที่ยวและจุดเสี่ยง เพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายกับทั้งประชาชนและนักท่องเที่ยว ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยี โดยเตรียมเสนอใช้ระบบกล้อง AI บริหารจัดการจราจรแบบ “แยกต่อแยก” เพื่อจับพฤติกรรมฝ่าฝืนกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ จะเดินหน้าประชาสัมพันธ์เชิงรุกอย่างต่อเนื่องในหลายภาษา โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานต่างด้าวและนักท่องเที่ยว พร้อมขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการโรงแรม บริษัทนำเที่ยว และร้านเช่ารถ ให้ร่วมเป็นกลไกสำคัญในการสื่อสารกฎระเบียบและกำกับพฤติกรรมตั้งแต่ต้นทาง รวมถึงการจัดระเบียบกิจกรรมในพื้นที่สาธารณะ เพื่อลดผลกระทบต่อชุมชนและรักษาภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดในระยะยาว


