สส.เฉลิมพงศ์ หรือ สส.แซม ระบุว่า หลังจากที่ประเทศไทยปลดล็อก "กัญชา" ออกจากบัญชียาเสพติดประเภทที่ 5 เมื่อกลางปี 2565 ก็เกิดกระแสความสนใจทั้งในประเทศและต่างประเทศต่อการใช้กัญชาเสรี ในภาคการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นเมืองหลัก ร้านกัญชาจำนวนมากถูกเปิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในปัจจุบันมีมากกว่า 1,200 ร้าน กระจายทั่วจังหวัดภูเก็ต
“ปัญหาใหญ่ คือ ‘การไม่มีพระราชบัญญัติควบคุมการใช้’ ที่ชัดเจน ส่งผลให้การควบคุมการบริโภคในที่สาธารณะ ส่งกลิ่นเหม็น หรือการจำกัดอายุผู้ใช้ ยังอยู่ในภาวะสับสน ร้านค้าหลายแห่งไม่ได้มีมาตรการชัดเจนในการสอบลูกค้า ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวบางรายที่มาจากต่างประเทศที่ยังมองว่ากัญชาเป็นสิ่งผิดกฎหมาย รู้สึกไม่ปลอดภัยหรือไม่สบายใจ อย่าง ประเทศจีน, สิงคโปร์ และญี่ปุ่น รวมถึงส่งผลต่อภาพการท่องเที่ยวในของเยาวชน ผู้สูงอายุ หรือครอบครัว ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีคุณภาพและกำลังการใช้จ่ายดี” สส.เฉลิมพงศ์ กล่าว
“แม้ว่าการท่องเที่ยวเชิงกัญชาจะเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวเฉพาะทาง สร้างรายได้ใหม่ให้ประเทศก็จริง แต่หากมีการวางกรอบที่รัดกุม เช่น การออกกฎหมายควบคุมการใช้ในพื้นที่ท่องเที่ยว, การจำกัดอายุผู้ซื้อและการโฆษณา, การให้ใบอนุญาตเฉพาะสำหรับสถานประกอบที่ได้มาตรฐาน, การแยกพื้นที่ชัดเจนระหว่าง "กัญชาเพื่อการท่องเที่ยว" กับ "พื้นที่ท่องเที่ยวทั่วไป" ต่อคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน, กระทบกลุ่มเด็กและเยาวชนเสี่ยงต่อสุขภาพจิต เกิดเป็นสมาธิสั้น อารมณ์พฤติกรรมที่รุนแรง, การรับมือของบุคลากรทางการแพทย์ที่ให้ความช่วยเหลือผู้เสพเกินขนอาการทางจิต, รวมถึงส่งผลต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวในระยะยาว”
และในตอนท้าย สส.เฉลิมพงศ์ ได้เรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา พิจารณาธุรกิจกัญชาในเมืองท่องเที่ยว พร้อมทั้งขอให้แก้ปัญหาทั้งทางตรงและทางอ้อมในระยาว
นอกจากนี้ ในโอกาสที่ รมว.สรวงศ์ลงพื้นที่เมืองป่าตอง ทาง สส.เฉลิมพงศ์ ก็ได้นำเสนอปัญหาด้านท่องเที่ยว เพื่อสร้างความเข้มแข็งเสริมศักยภาพทุกด้านอีกด้วย



